ขึ้นไปนั่งในรถ
สัมผัสโอบกระชับของเบาะหนังทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก
ภายในรถอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของลาเวนเดอร์
ผมเผลอเหลือบมองหันมี่อีกครั้ง
พอมองไปก็พบว่าหันมี่กำลังมองผมอยู่เหมือนกัน
ผมกลัวว่าจะทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจ จึงรีบหันหน้าไปอีกทาง แล้วถามอย่างประหม่า “พี่มี่ คุณรู้ไหมครับว่าจื่ออวี้ฝู่อยู่ที่ไหน ต้องให้ผมช่วยบอกทางไหมครับ”
“รู้” หันมี่หันมาตอบ ก่อนถามอย่างสบาย ๆ ราวกับกำลังคุยกับเพื่อนว่า “บ้านที่คุณพาไปดูเมื่อกี้ ตอนนี้เป็นของผู้หญิงที่ชื่อหลิวหรูเยียนใช่ไหม”
ปกติเวลาพาลูกค้าไปดูบ้าน เราจะไม่เปิดเผยชื่อของลูกค้า
แต่ในเมื่อหันมี่ถาม ผมก็ไม่ได้คิดอะไรมาก จึงตอบว่า “ใช่ครับ เป็นบ้านของพี่หลิว”
“แล้วคุณรู้ไหมว่าหลิวหรูเยียนเป็นคนแบบไหน” หันมี่สตาร์ตรถ แล้วถามขึ้นอีกครั้งท่ามกลางเสียงเครื่องยนต์คำราม
ผมรีบส่ายหน้า
ไม่ต้องพูดถึงว่าผมไม่ค่อยรู้จักเธอ ต่อให้รู้ก็เปิดเผยข้อมูลของลูกค้าไม่ได้
ยังไงพวกเราก็แค่ขายบ้าน ส่วนลูกค้าเป็นคนแบบไหนหรือทำอาชีพอะไร ไม่ใช่เรื่องที่พวกเราต้องเข้าไปยุ่ง
ยิ่งไปกว่านั้น ผมรู้สึกว่าหลิวหรูเยียนเป็นคนดีและปฏิบัติต่อผมไม่เลว แถมยังมอบปิ่นปักผมหยกให้ผมช่วยซ่อมอีก
แค่เรื่องนี้เรื่องเดียว ผมก็ไม่ควรพูดอะไรให้มากความ
“ผมไม่ค่อยทราบครับ พี่หลิวเป็นลูกค้าคนสำคัญของเรา ปกติพวกเราไม่ค่อยไปยุ่งเรื่องอื่นของลูกค้า” ผมรีบตอบเลี่ยง ๆ
“คิก ๆ ดูท่าหลิวหรูเยียนจะปกปิดได้ดีทีเดียวนะ” หันมี่พูดประโยคที่ฟังแล้วชวนงุนงงขึ้นมาอีกครั้ง
ไม่รู้ทำไม
