ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เพื่อมิให้ถูกทำโทษ หลี่เค่อจึงสวมเกราะอ่อนที่เตรียมไว้เสียก่อน แล้วจึงควบม้าเข้าวังอย่างไม่รีรอ
บนถนนใหญ่เขตเมืองชั้นนอกของฉางอาน ด้วยผู้คนหนาแน่น เว้นแต่มีเหตุจำเป็น ห้ามควบม้าอย่างบ้าคลั่ง แต่ว่าในเขตพระราชวังอนุญาตให้ทำได้ เพราะมีเส้นทางม้าโดยเฉพาะ เนื่องจากขุนนางหลายคนเข้าวังเพราะราชกิจสำคัญ จึงอนุญาตให้ขี่ม้าและรถม้าได้
เมื่อเข้าวังหลวง ผ่านตำหนักไท่จี๋ หลี่เค่อก็เห็นนางกำนัลหลายคนรออยู่ หัวหน้ากลุ่มคือนางกำนัลข้างกายฮองเฮาจั่งซุนที่เขาเคยพบมาก่อน
“ฝ่าบาท ฮองเฮารอรับเสด็จอยู่เพคะ” นางกำนัลแอบเหลือบมองหลี่เค่อ แล้วก็เห็นจริงดังคาด องค์ชายสู่หวังได้ทุบตีจั่งซุนชงอีกแล้ว คราวนี้ยังหนักหน่วงยิ่งนัก
“อยู่ที่ไหนหรือ?” หลี่เค่อถามอย่างไม่ใส่ใจนัก แท้จริงแล้วกำลังลองเชิงว่าหลี่ซื่อหมินอยู่ที่นี่หรือไม่
“ตำหนักลี่เจิ้งเพคะ” นางกำนัลเอ่ยปาก
“อ้อ เช่นนั้นไปเถอะ” หลี่เค่อโล่งใจ ช่วงเวลานี้หลี่ซื่อหมินมักจะไม่อยู่ในที่พำนักของพระสนม เพราะมีราชกิจมากมายที่ต้องจัดการทุกวัน
ตามนางกำนัลไปไม่นานก็ถึงตำหนักลี่เจิ้ง เมื่อมาถึงที่นี่ หลี่เค่อก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาก นางกำนัลสองคนที่หน้าประตูเห็นหลี่เค่อเดินมา ก็เปิดประตูตำหนักให้ทันที หลี่เค่อยังไม่ทันก้าวเข้าไป เสียงก็ดังไปก่อนแล้ว
“เสด็จแม่ หม่อมฉันมาแล้ว!” เมื่อเผชิญหน้ากับฮองเฮาจั่งซุน หลี่เค่อยังต้องแสดงความเคารพบ้าง เพราะอย่างไรนางก็มิใช่พระมารดาผู้ให้กำเนิด
ต้องกล่าวตรงนี้ว่า คำเรียก “เสด็จแม่” นั้น...เป็นหลี่เค่อที่เรียกก่อน ครั้งแรกที่เรียกเช่นนั้น ก็เพราะอิทธิพลจากยุคหลัง แท้จริงแล้วราชวงศ์ถังไม่นิยมเรียกเช่นนี้ สำหรับพระมารดาผู้ให้กำเนิดจะเรียกว่า “อาเหนียง” ส่วนฮองเฮาให้เรียกว่า “ฮองเฮา” หรือ “พระมารดา”
