สองวันต่อมา หลี่ซื่อ ภรรยาเอกของฉินชีหู่ก็ให้กำเนิดบุตรชายอีกคน
ตระกูลฉินมีเด็กชายที่จะสืบสกุลเพิ่มขึ้นอีกสองคน ฉินลิ่วก่านดีใจจนหุบปากไม่ลง ครานี้หาได้อบรมฉินชีหู่ไม่ กลับเอ่ยชมว่าฉินชีหู่กับบรรดาภรรยาและอนุภรรยาของเขาช่างเอาการเอางาน
เห็นท่าทางยินดีของเจ้าคนเสเพลเฒ่าแล้ว อวิ๋นเจิงก็อดลอบบ่นในใจไม่ได้
โชคดีที่นี่เป็นยุคโบราณ อีกทั้งตระกูลฉินก็มีฐานะมั่งคั่ง ไม่ต้องกังวลว่าคนรุ่นหลังจะหาภรรยาไม่ได้
มิฉะนั้น ฉินลิ่วก่านคงยิ้มไม่ออกเป็นแน่
ฮ่องเต้เหวินเสด็จไปถึงตระกูลฉิน แล้วพระราชทานนามแก่บุตรชายทั้งสองของฉินชีหู่ในทันที
ฉินปาเจิง ฉินปาจ้าน
อวิ๋นเจิงไม่เข้าใจว่าเหตุใดตระกูลฉินจึงยึดติดกับการใช้ตัวเลขเป็นลำดับรุ่นนัก
ฉินเจิง ฉินจ้าน ช่างเป็นชื่อที่ดีเพียงใด
แต่กลับต้องเติมคำว่า “ปา” เข้าไป
สู้เรียกปาซินปาเจี้ยน ฟังคล่องปากกว่าเสียอีก
อวิ๋นเจิงลอบบ่นในใจเงียบ ๆ
หลังพระราชทานนามแก่เด็กทั้งสองแล้ว ฮ่องเต้เหวินก็ตรัสกับอวิ๋นเจิงว่า “สองสามวันนี้ เราจะพักอยู่ที่จวนของชีหู่!”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
อวิ๋นเจิงยิ้ม “ประเดี๋ยวกระหม่อมจะให้คนส่งข้าวของมาเพิ่ม”
เขารู้ว่าฮ่องเต้เหวินไม่มีทางประทับอยู่ในจวนอ๋องไปตลอด
บุตรชายของรัชทายาทองค์ก่อนยังอยู่ที่ตระกูลฉิน!
ฮ่องเต้เหวินเสด็จมาไกลถึงเพียงนี้ ย่อมต้องใช้เวลาอยู่กับพระนัดดาสักสองสามวัน
“อืม”
ฮ่องเต้เหวินพยักพระพักตร์พร้อมรอยแย้มพระสรวล มิได้ตรัสสิ่งใดต่อ
พวกเขาอยู่ที่จวนของฉินชีหู่จนถึงยามค่ำ รับประทานอาหารเย็นที่นั่นแล้วจึงกลับจวนอ๋อง
รุ่งเช้าวันถัดมา อวิ๋นเจิงกำลังโอบเสิ่นลั่วเยี่ยนนอนหลับสนิท เสียงเคาะประตูถี่รัวก็ดังขึ้นจากด้านนอก
“อวิ๋นเจิง มีข่าวด่วนจากจวนผู้พิทักษ์ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ!”
