หลังจุมพิตดูดดื่มกันอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดอวิ๋นเจิงกับเจียเหยาก็ลุกขึ้นยืน
ใบหน้าของเจียเหยามีสีแดงระเรื่อ ทว่ายังคงมองอวิ๋นเจิงด้วยรอยยิ้ม
อวิ๋นเจิงเบ้ปาก ลอบหงุดหงิดอยู่ในใจ
เจียเหยารู้ว่าเขาคงไม่กล้ากินนางกลางแจ้งแสก ๆ จึงกล้ายั่วยวนเขาอย่างไร้ยางอายเช่นนี้
นี่มันทำร้ายศัตรูพันคน แต่ตนเองก็เสียหายไปแปดร้อย!
เขาอึดอัดแทบแย่ แล้วนางจะไม่รู้สึกอึดอัดเหมือนกันหรือ?
“ยามนี้ยังจะไล่ข้าไปอีกหรือ?”
เจียเหยาถามด้วยรอยยิ้มหวาน
“ข้าก็ไม่ได้คิดจะไล่เจ้าไปจริง ๆ เสียหน่อย!”
อวิ๋นเจิงฝืนข่มความคิดวาบหวามในใจ “หากเจ้าบอกจุดประสงค์ที่ยอมถูกเนรเทศไปหลุนไถตั้งแต่แรก ข้าคงคร้านจะเดินทางมารับของพวกนี้ด้วยตนเอง”
“คิดว่าข้าอยากปิดบังหรือ? ข้าก็กลัวเจ้าจะไม่ยอมให้โอกาสพวกเราสักนิดมิใช่หรือ?”
เจียเหยามองเขาอย่างน้อยใจ ก่อนถามด้วยรอยยิ้มอีกครั้ง “เช่นนั้นเจ้าก็วางแผนไว้แต่แรกแล้วสินะ นี่เป็นโอกาสสุดท้ายที่ให้ข้า หากข้าไม่อธิบายให้ชัดว่ากำลังทำอะไร เจ้าก็จะให้ข้ากลับไปทางเดิม?”
“ประมาณนั้น”
อวิ๋นเจิงพยักหน้าเบา ๆ
“เช่นนั้นข้าควรดีใจที่สารภาพกับเจ้าหรือ?”
เจียเหยาหัวเราะเยาะตนเอง ก่อนเอียงศีรษะถามด้วยแววตาคาดหวัง “แล้วเจ้าจะให้เมล็ดพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงอย่างที่พูดไว้แก่ข้าหรือไม่?”
“เรื่องนี้ค่อยว่ากันเมื่อกลับถึงซั่วฟางแล้ว”
อวิ๋นเจิงยังไม่ได้ให้คำตอบแก่เจียเหยาในทันที
“ก็ได้”
แม้เจียเหยาจะผิดหวังอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ติดใจเรื่องนี้
ตราบใดที่อวิ๋นเจิงไม่ได้ปฏิเสธตรง ๆ ก็หมายความว่ายังพอเจรจากันได้
