หลังจากจัดการเรื่องต่าง ๆ เรียบร้อย อวี๋ซื่อจงก็สั่งให้คนไปแจ้งหวังชี่ให้รีบมาที่นี่ จากนั้นจึงไปหาอวิ๋นเจิงกับพวกเขา
อวี๋ซื่อจงไม่พูดพร่ำทำเพลง เล่าสถานการณ์ทางฝั่งของตนให้อวิ๋นเจิงฟังโดยตรง
ครานี้กุ่ยฟางระดมกำลังทั้งหมดที่มีออกมา หวังทัวต๋านำทัพออกศึกด้วยตนเอง
ยามนี้กุ่ยฟางตั้งค่ายอยู่ทางเหนือสุดของดินแดนเป่ยโมถัว
ที่นั่นเคยเป็นดินแดนของเป่ยโมถัว แต่บัดนี้ถูกกุ่ยฟางยึดครองแล้ว
ตำแหน่งนั้น ทางตะวันตกเป็นเทือกเขาสลับซับซ้อนทอดยาว ส่วนทางตะวันออกเป็นผืนป่ากว้างใหญ่ที่เรียกกันว่าป่าทูโถว
ก่อนหน้านี้ กุ่ยฟางส่งทหารสามหมื่นนายเข้าโจมตีลวงจากด้านหน้าเพื่อดึงความสนใจของพวกเขา ขณะเดียวกันก็ส่งทหารม้าชั้นยอดหนึ่งหมื่นนายลัดผ่านป่าทูโถว หมายจู่โจมค่ายใหญ่ของพวกเขา
คาดว่ากุ่ยฟางคงไม่พอใจที่ครั้งก่อนถูกกองทัพอาภรณ์โลหิตเผาเสบียง จึงคิดใช้กลยุทธ์เดียวกันกับพวกอวี๋ซื่อจงบ้าง
ทว่าอวี๋ซื่อจงกับหวังชี่มองแผนของข้าศึกออก
อวี๋ซื่อจงใช้ทหารม้าห้าพันนายตรึงกำลังที่เข้าโจมตีลวง ส่วนคนที่เหลือซุ่มโจมตีอยู่บริเวณรอบนอกของป่าทูโถว จนสามารถตีทหารม้าชั้นยอดหนึ่งหมื่นนายของกุ่ยฟางที่ลัดผ่านป่าแตกพ่ายในคราเดียว
แต่กำลังพลโดยรวมของพวกเขาด้อยกว่าอยู่แล้ว ทั้งยังกังวลว่าข้าศึกจะซุ่มโจมตีอยู่ในป่าทูโถวชั้นใน จึงไม่กล้ารุกลึกเข้าไปไล่ล่าข้าศึก ทำให้ไม่อาจขยายผลแห่งชัยชนะได้ เพียงตัดศีรษะข้าศึกได้กว่าสามพันคน และจับเป็นได้อีกกว่าหนึ่งพันคน
ฝ่ายตนเองก็มีผู้บาดเจ็บล้มตายกว่าหกร้อยคน
นับว่าเป็นชัยชนะเล็ก ๆ ครั้งหนึ่ง
หลังจากนั้น กุ่ยฟางก็ปักหลักอยู่ตรงนั้น คอยส่งกำลังมาหยั่งเชิงเป็นครั้งคราว แต่ไม่ได้ยกทัพใหญ่เข้าโจมตี
