เรื่องยากลำบากของเป่ยหวน นางเคยได้ยินอาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาอย่างปันปู้กล่าวถึงเมื่อหลายปีก่อนแล้ว
แม้เป่ยหวนจะเพาะปลูกพืชผลเช่นกัน ทว่าผืนดินและภูมิอากาศของเป่ยหวนเป็นตัวกำหนดว่าพืชผลหลายชนิดไม่อาจเพาะปลูกได้
ชาวเป่ยหวนมิใช่ไม่ชอบกินข้าวและแป้ง
ทว่าดินแดนเป่ยหวนแทบไม่มีพื้นที่เหมาะแก่การเพาะปลูกข้าวและข้าวสาลี
ผลผลิตข้าวสาลีหยวนม่ายิ่งต่ำจนน่าเวทนา
ด้วยเหตุนี้ หลายคราชาวเป่ยหวนจึงไม่อาจรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติได้
หากเกิดโรคระบาดจนปศุสัตว์ล้มตายเป็นจำนวนมาก เป่ยหวนก็ต้องใช้เวลานานกว่าจะฟื้นตัว
ข้อจำกัดเหล่านี้เองที่ทำให้เป่ยหวนมีพื้นที่กว้างใหญ่แต่ผู้คนเบาบาง
หากคำนวณดูแล้ว อาณาเขตของเป่ยหวนกว้างใหญ่กว่าต้าเฉียนเสียอีก
หากชาวเป่ยหวนทุกคนได้กินอิ่ม ทุกครัวเรือนอยู่อย่างสงบสุขและมีอาชีพมั่นคง จำนวนประชากรของเป่ยหวนคงเพิ่มขึ้นไปนานแล้ว!
“พอเถิด อย่ามัวแต่คิดถึงมันเทศอยู่เลย”
อวิ๋นเจิงกล่าวอย่างจนใจ “ของอร่อยกว่ามันเทศมีถมไป! ข้าว่า พวกเจ้ามีที่ดินตั้งมากมาย เลี้ยงไก่เป็ดสักหน่อยไม่ดีกว่าหรือ? หากพวกเจ้ามีไก่เป็ดสักหลายหมื่นตัว ตั๊กแตนไม่กี่ตัวจะนับเป็นอันใด?”
ชาติที่แล้วมิใช่มีคนเลี้ยงไก่เป็ดไว้ขับไล่และกำจัดตั๊กแตนโดยเฉพาะหรอกหรือ?
เลี้ยงไก่เป็ดให้อ้วนพี ทั้งยังกำจัดตั๊กแตนได้ ช่างเป็นเรื่องดีเหลือเกิน!
เมื่อไม่มีแหล่งอาหารที่มั่นคง จำนวนประชากรของพวกเขาย่อมไม่อาจเพิ่มขึ้นได้!
“เจ้าคิดได้ง่ายดายนัก!”
เจียเหยาหัวเราะหึเสียงหนึ่ง “คนของเรายังไม่มีเสบียงกิน แล้วจะเลี้ยงไก่เป็ดได้อย่างไร? จะให้ไก่เป็ดกินหญ้าทั้งวันหรือ? ในด่านในของต้าเฉียนมีคนเลี้ยงหมูอยู่มากมิใช่หรือ? เหตุใดซั่วเป่ยจึงไม่เลี้ยงหมูเป็นจำนวนมากเล่า?”
