นครหลวง
เซียวว่านโฉวไปก่อเรื่องที่ซั่วเป่ยมารอบหนึ่ง ในที่สุดก็กลับถึงนครหลวง
ทว่าเขากลับมาก่อนเพียงคนเดียว
ส่วนคนที่คุมขบวนสุรามาด้วย คงต้องใช้เวลาอีกหลายวันกว่าจะกลับถึง
เซียวว่านโฉวเองก็ไม่อยากเร่งเดินทางตลอดทางเช่นนี้ แต่ระหว่างทางพวกเขาพบกับทูตที่ฮ่องเต้เหวินส่งมา
ฮ่องเต้เหวินทรงทราบข่าวแล้วว่ากองกำลังของอวิ๋นเจิงบุกโจมตีเป่ยหวนที่หุบเขาเลี่ยเฟิงอีกครั้ง ทั้งยังทรงทราบด้วยว่าเซียวว่านโฉวมีส่วนร่วมในเรื่องนี้ด้วยตนเอง
แต่รายงานศึกย่อมไม่มีทางบอกรายละเอียดได้มากนัก
ยามนี้ฮ่องเต้เหวินเพียงต้องการให้เซียวว่านโฉวกลับมาโดยเร็ว จะได้เล่าเรื่องศึกครั้งนี้ให้พระองค์ฟังอย่างละเอียด
เซียวว่านโฉวประสบเหตุการณ์นี้มาด้วยตนเอง ย่อมเล่าได้สนุกกว่ารายงานศึกเป็นไหน ๆ!
เซียวว่านโฉวจนปัญญา ได้แต่ควบม้ากลับนครหลวงพร้อมกับทูตอย่างเร่งรุด
เขายังไม่มีแม้แต่เวลาจะดื่มน้ำสักคำ ก็ถูกคนพาไปยังสวนหลวงแล้ว
ก็ดีเหมือนกัน!
เดินทางเร่งรุดมาตลอดทางเช่นนี้ ถึงคราวแสร้งป่วยก็ยิ่งมีเหตุผลสมควร
คิดเช่นนี้แล้ว เซียวว่านโฉวจึงไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย กลับมีความยินดีอยู่ในใจเสียด้วยซ้ำ
เมื่อมาถึงสวนหลวง เซียวว่านโฉวจึงพบว่า นอกจากฮ่องเต้เหวินแล้ว ยังมีขุนนางในราชสำนักอีกหลายคนอยู่ด้วย
ดูท่าทางแล้ว ทุกคนคงกำลังรอให้เขามาเป็นนักเล่านิทานสักครา
“กระหม่อมเซียวว่านโฉว ขอถวายบังคมฝ่าบาท...”
เซียวว่านโฉวก้าวเร็ว ๆ เข้าไปคำนับ
“ไม่ต้องมากพิธี ไม่ต้องมากพิธี!”
ยังไม่ทันที่เซียวว่านโฉวจะคุกเข่าลง ฮ่องเต้เหวินก็ทรงห้ามไว้ พร้อมรับสั่งให้คนจัดที่นั่งแก่เขา “กั๋วกงอวี้ ต้องขออภัยจริง ๆ เราอยากรู้เหลือเกินว่าพวกท่านทำศึกครั้งนั้นกันอย่างไร จึงส่งคนไปเร่งให้ท่านควบม้ากลับมา อย่าได้ถือโทษเราเลย”
