ไม่นาน เหล่าขุนนางแห่งฉิวฉือต่างพากันมาถึงวังหลวง
หยวนซู่ประทับบนบัลลังก์ แล้วให้อเหยาชั่วเล่าสถานการณ์โดยสังเขปแก่เหล่าขุนนาง
แท้จริงแล้ว ต่อให้อเหยาชั่วไม่กล่าว หลายคนก็ล่วงรู้เรื่องนี้กันอยู่แล้ว
อย่างไรเสีย ฉิวฉือก็เป็นเพียงดินแดนเล็ก ๆ
เรื่องรูปสลักเทพแสดงปาฏิหาริย์เลื่องลือไปทั่วเมืองหลวงแล้ว
ขุนนางหลายคนถึงกับเขียนฎีกาเรื่องนี้เตรียมไว้ ตั้งใจจะถวายฎีกาแด่หยวนซู่ในวันพรุ่ง
คาดไม่ถึงว่าหยวนซู่จะเรียกพวกเขามาหารือเรื่องนี้เสียก่อน
ครั้นอเหยาชั่วกล่าวจบ หยวนซู่ก็ไม่ได้ซักถามเหล่าขุนนางเกี่ยวกับคำพยากรณ์ เพียงถามทุกคนว่ามีวิธีใดทำให้รูปสลักเทพสูงขึ้นเองทุกวันหรือไม่
แม้หยวนซู่จะใฝ่หาความเป็นอมตะและการบรรลุเซียนเช่นเดียวกับกษัตริย์หลายพระองค์ ทว่าเขาก็มิใช่ทรราชโดยสมบูรณ์
เรื่องนี้เขาเองก็เคยสงสัยว่าเป็นฝีมือสายลับจากต้าเฉียนที่แทรกซึมเข้ามาในฉิวฉือ
แต่สิ่งสำคัญเร่งด่วนคือ ต้องสืบให้กระจ่างว่ารูปสลักเทพสูงขึ้นเองทุกวันได้อย่างไร
หากมีผู้ก่อเรื่องขึ้นมา นี่ก็อาจถือเป็นเรื่องขบขันได้
แต่หากเป็นพระบัญชาจากสวรรค์จริง เขาก็มิอาจมองข้ามได้
ต่อให้สังหารผิดคนก็ยังดีกว่าปล่อยผู้กระทำผิดให้ลอยนวล!
เมื่อเผชิญคำถามของหยวนซู่ เหล่าขุนนางฉิวฉือต่างเผยสีหน้าลำบากใจ
พวกเขาจะไปรู้ได้อย่างไรว่ามีวิธีใดทำให้รูปสลักเทพสูงขึ้นเอง!
ได้ยินมาว่ารูปสลักเทพนั้นแกะสลักจากหินก้อนมหึมาทั้งก้อน
อย่างน้อยก็หนักสามถึงสี่พันชั่ง!
ไม่ต้องพูดถึงว่ามีทหารเฝ้ารูปสลักเทพอยู่
ต่อให้ไม่มีทหารเฝ้า คนสิบกว่าคนก็ใช่ว่าจะยกรูปสลักเทพที่ฝังอยู่ใต้ดินให้พ้นขึ้นมาได้แม้แต่หนึ่งชุ่น
นอกจากรูปสลักเทพแสดงปาฏิหาริย์แล้ว ดูเหมือนจะไม่มีเหตุผลอื่นที่ใช้อธิบายได้
