“ตูม!”
“ตูม...”
กระสุนปืนใหญ่ลูกแล้วลูกเล่าระเบิดขึ้นกลางกองทัพของอุเอสึงิ ยู
ค่ายกลที่พวกเขาจัดตั้งขึ้นอย่างลนลานพลันพังทลายลง
รอบด้านนั้น ทหารม้าที่เกาเหอกับฉินผู่นำทัพต่างควบม้ายิงธนูเข้าใส่ไม่หยุด
“ช่วยด้วย!”
“อ๊า...”
“หนีเร็ว...”
ทั่วสนามรบมีแต่เสียงร้องโหยหวน ทั้งยังมีเสียงเหล่าทหารวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน
โดยเฉพาะพวกที่เรียกตนเองว่านักรบ ยิ่งบาดเจ็บล้มตายอย่างหนัก
พวกเขาไม่มีแม้แต่เกราะ ทั้งยังไม่เคยผ่านการฝึกตั้งค่ายกล
หลายคนกระทั่งสนามรบจริงก็ยังไม่เคยเหยียบย่างเข้าไป
เมื่อเผชิญการโจมตีเช่นนี้ พวกเขาหลายคนก็ไร้แม้แต่ความกล้าจะต่อต้าน ทิ้งอาวุธในมือแล้วหนีเตลิดไปคนละทิศละทาง เพียงหวังเอาชีวิตรอด
ทว่าที่รอพวกเขาอยู่กลับเป็นคมศรจากทหารม้าที่เคลื่อนวนอยู่รอบนอก
“บุก! ตามข้าบุกเข้าไป!”
อุเอสึงิ ยูตะเบ็งเสียงจนแหบพร่า นำกำลังพลกว่าสามพันนายพุ่งเข้าใส่ฐานปืนใหญ่
หากไม่ทำลายปืนใหญ่เหล่านี้ พวกเขาก็ไม่อาจรวบรวมกำลังพลเพื่อฝ่าวงล้อมได้
เมื่อเห็นข้าศึกพุ่งเข้ามา หลุนไถกับหลิวเฟิงก็สบตากันโดยมิได้นัดหมาย
ฐานปืนใหญ่จะบุกฝ่าเข้าไปได้ง่ายดายปานนั้นเชียวหรือ?
คิดจริงหรือว่าทหารเจ็ดถึงแปดพันนายที่ล้อมอยู่รอบด้านมีไว้ให้ดูเล่น?
“เตรียมตั้งรับ!”
หลิวเฟิงตะโกนลั่น พลทหารส่งคำสั่งข้างกายก็โบกธงทันที
กองทัพแต่ละหน่วยที่ได้รับคำสั่งต่างเคลื่อนเข้าประจำตำแหน่งอย่างเป็นระเบียบ
พลโล่ พลทวน พลธนู...
ทหารทุกนายเข้าประจำตำแหน่งตั้งรับอย่างรวดเร็ว
ขณะที่อุเอสึงิ ยูนำทัพบุกเข้ามา พลธนูก็เปิดฉากโจมตีก่อน
เมื่อห่าธนูระลอกหนึ่งพุ่งลงมา ทหารใต้บังคับบัญชาของอุเอสึงิ ยูก็ล้มลงเป็นแถบ
ทว่ากำลังพลส่วนนี้มิได้แตกพ่าย ยังคงบุกไปข้างหน้าต่อ
