หลังขบวนออกเดินทางอีกครั้ง เสิ่นลั่วเยี่ยนก็ลากอวิ๋นเจิงกับเย่จื่อขึ้นรถม้าไปทันที
“เจ้าโกรธก็ไปลงกับเขา อย่ามาลงกับข้า เรื่องทั้งหมดเป็นความคิดของเขาทั้งนั้น!”
เย่จื่อมองเสิ่นลั่วเยี่ยนที่ยังโกรธไม่หายด้วยรอยยิ้ม แล้วขายอวิ๋นเจิงเสียจนหมดเปลือก
“พี่สะใภ้ ทำเช่นนี้ไม่ได้นะ!”
อวิ๋นเจิงกล่าวพลางหัวเราะ “เรื่องพวกนี้มิใช่พวกเราปรึกษากันแล้วหรอกหรือ?”
“อย่ามาเลย!”
เย่จื่อแค่นเสียงเบา ๆ “หรือข้าปรึกษากับเจ้าเรื่องที่เจ้าจะจับข้าใส่โลงศพได้ด้วย?”
“นี่...”
อวิ๋นเจิงหัวเราะแห้ง ๆ พลันพูดไม่ออก
เรื่องนี้เขาไม่ได้ปรึกษากับเย่จื่อจริง ๆ
เขาคิดไว้แต่แรกแล้ว เพียงให้เย่จื่อทำตามก็พอ
เสิ่นลั่วเยี่ยนขมวดคิ้วแน่น สายตากวาดไปมาระหว่างคนทั้งสองไม่หยุด
หลังออกจากเมืองหลวง อวิ๋นเจิงกับพี่สะใภ้ดูราวกับเปลี่ยนเป็นคนละคน
ไม่สิ!
ไม่ใช่เปลี่ยนเป็นคนละคน!
แต่เป็นวิธีพูดของพวกเขาที่เปลี่ยนไป!
แต่ก่อนพี่สะใภ้พูดกับอวิ๋นเจิงตามสบายอยู่บ้าง ทว่าไม่เคยตามสบายถึงเพียงนี้
ท่าทีของทั้งคู่เมื่อครู่ทำให้นางนึกถึงคำคำหนึ่งขึ้นมาได้
หยอกเย้ากระเซ้าแหย่!
นางรู้สึกว่าพี่สะใภ้กับอวิ๋นเจิงกำลังหยอกเย้ากระเซ้าแหย่กันอยู่!
แม้นางจะรู้สึกว่าไม่ควรคาดเดาเรื่องเช่นนี้กับพี่สะใภ้ที่เป็นม่ายมาหลายปี แต่ท่าทีที่ทั้งสองปฏิบัติต่อกันให้ความรู้สึกเช่นนั้นอย่างชัดเจน
ก่อนนางออกเรือน พี่สะใภ้กับอวิ๋นเจิงเคยอยู่ด้วยกันในจวนตั้งหลายวัน!
หรือว่าพวกเขา...
เสิ่นลั่วเยี่ยนคิดไปคิดมา พลันสะดุ้งเฮือก
นางไม่กล้าคิดต่ออีกแล้ว!
วันนี้นางได้รับข่าวที่คาดไม่ถึงมากพอแล้ว
