ค่ำคืนนี้ แม้จะก่อกองไฟผิงให้อุ่น ทว่าก็ยังไม่อาจเรียกได้ว่าสบายดีนัก
วันรุ่งขึ้น ในกองทัพของพวกเขามีคนล้มป่วยกว่า 300 คน อีกทั้งยังมีผู้ถูกความหนาวกัดจนบาดเจ็บกว่าร้อยคน หากไม่กลับเข้าเมืองไปรักษาให้ทันท่วงที ผู้ที่มือเท้าถูกความหนาวกัดเหล่านั้นอาจต้องถูกตัดแขนตัดขา
ตลอดทางที่บุกจู่โจมมา พวกเขายังไม่เคยมีผู้บาดเจ็บมากถึงเพียงนี้
ใครจะคิดว่าเพียงค้างแรมกลางป่าแค่คืนเดียว กลับมีคนสูญเสียกำลังพลไปเกือบ 500 คน
ทั้งที่ยังมีกองไฟอยู่ด้วยซ้ำ
หากไม่มีกองไฟ คนล้มป่วยและถูกความหนาวกัดคงเพิ่มขึ้นหลายเท่า
เมื่อเผชิญกับผลลัพธ์เช่นนี้ ฉินชีหู่กับอวิ๋นเจิงต่างก็จนปัญญา
เหตุการณ์นี้ยิ่งตอกย้ำความตั้งใจของพวกเขาที่จะกลับซั่วฟางให้เร็วที่สุด
หลังสั่งการฉินชีหู่เรื่องต่าง ๆ แล้ว อวิ๋นเจิงกับเมี่ยวอินก็นำกำลัง 2,000 นายรั้งท้ายอีกครั้ง
ยามเที่ยง พวกเขาได้รับข่าวจากหน่วยสอดแนมว่า ด้านหลังและปีกขวาของกองทัพมีทหารม้าเป่ยหวนอยู่ทั้งสองทาง ห่างจากพวกเขาเพียงราว 30-40 ลี้
ยิ่งไปกว่านั้น ทหารม้าทั้งสองกองน่าจะเป็นกองละหมื่นนายของเป่ยหวน
ทว่าทหารม้าทั้งสองกองไม่ได้บุกจู่โจม เพียงเคลื่อนเข้ามาหาพวกเขาด้วยความเร็วตามปกติ
เมื่อได้ฟังข่าวจากหน่วยสอดแนม อวิ๋นเจิงก็ใจหายวาบ
ยามนี้ปีกซ้ายของพวกเขาเป็นเขตของเว่ยเปียน
ส่วนด้านหลังกับปีกขวามีกองทหารม้าหมื่นนายอยู่ทั้งคู่
เห็นชัดว่าพวกมันตั้งใจต้อนพวกเขาให้ข้ามไปยังอีกฟากของหุบเขาเลี่ยเฟิง!
บัดซบ!
หรือว่าศัตรูจะวางกับดักไว้ที่อีกฟากของหุบเขาเลี่ยเฟิง?
“ไป! รีบไปสมทบกับพี่ฉินและคนอื่น ๆ!”
ยิ่งคิดอวิ๋นเจิงก็ยิ่งรู้สึกไม่ชอบมาพากล จึงสั่งให้กองกำลังเร่งเดินทัพไปทางหุบเขาเลี่ยเฟิงทันที
ทหารม้า 2,000 นายควบม้าห้อตะบึงไปตลอดทาง ในที่สุดก็สมทบกับคนกลุ่มที่คุ้มกันปศุสัตว์และเชลยศึกหลังผ่านไปหนึ่งชั่วยาม
