“ท่านอ๋อง ข้าน้อยทำไม่ไหวจริง ๆ!”
“นั่น...นั่นคือกั๋วกงอวี้เชียวนะ!”
“ข้าน้อยจะกล้าแสร้งทำเป็นผู้รู้ต่อหน้าเขาได้อย่างไร!”
ผู้เฒ่าซุนพร่ำระบายความทุกข์กับอวิ๋นเจิงไม่หยุด
เขาเคยเป็นอาจารย์สอนหนังสืออยู่เพียงปีสองปี จะให้ไปแสร้งเป็นผู้รู้ต่อหน้ากั๋วกงอวี้ แม่ทัพเฒ่าผู้ผ่านสมรภูมิมานับไม่ถ้วนได้อย่างไร?
แค่คนอื่นปรายตามอง เขาก็ขวัญหนีดีฝ่อแล้ว!
หากไม่เผยพิรุธสิถึงจะแปลก!
“ตาเฒ่าซุน อย่าไม่รู้จักบุญคุณ!”
อวิ๋นเจิงกล่าวกลั้วหัวเราะ “ใช่ว่าทุกคนจะมีโอกาสได้ทำตัวเป็นผู้รู้ต่อหน้ากั๋วกงอวี้เสียหน่อย! หากไม่เห็นว่าในท้องเจ้าพอมีความรู้ติดตัวอยู่บ้าง เรื่องดีเช่นนี้คงไม่ตกถึงเจ้า!”
ผู้เฒ่าซุนแทบจะร้องไห้ “ข้าน้อยรู้แล้ว! แต่เรื่องนี้...”
“ยังอยากได้จางกงจุ้ยยี่สิบชั่งหรือไม่?” อวิ๋นเจิงเหลือบมองเขา “หากไม่เอา ข้าจะไปหาคนอื่นจริง ๆ แล้ว!”
พอได้ยินอวิ๋นเจิงเอ่ยถึงจางกงจุ้ย ผู้เฒ่าซุนก็กลืนน้ำลายทันที
เขาไม่มีงานอดิเรกพิเศษอะไรนัก ชอบเพียงดื่มสองจอกยามว่าง
จางกงจุ้ยนี่ เขาฝันอยากลิ้มรสมานานแล้ว!
ตั้งยี่สิบชั่งเชียว!
ดื่มได้นานทีเดียว!
แต่จางกงจุ้ยก็มีราคาสูงลิบจริง ๆ!
หากให้เขาควักเงินซื้อ ชั่วชีวิตนี้ก็คงไม่มีปัญญา!
“ข้าน้อยกลัวจะเผยพิรุธ!”
ผู้เฒ่าซุนมองอวิ๋นเจิงด้วยสีหน้าขมขื่น “เรื่องอื่นยังพอว่า แต่เรื่องพิชัยสงคราม ข้าน้อยไม่รู้เรื่องจริง ๆ! กั๋วกงอวี้ถามขึ้นมาสักคำ ข้าน้อยก็เผยพิรุธแล้ว!”
“ข้าไม่ได้สอนวิธีรับมือให้เจ้าไปบ้างแล้วหรือ?” อวิ๋นเจิงเหลือบมองเขา “เอาอย่างนี้ หากเจ้าไม่รู้จริง ๆ ว่าควรตอบเช่นไร ก็อย่าเปิดโอกาสให้เขาถาม ขอเพียงเขาเอ่ยว่าจะขอคำชี้แนะเรื่องพิชัยสงครามจากเจ้า เจ้าก็พูดกับเขาเช่นนี้...”
กล่าวจบ อวิ๋นเจิงก็เริ่มสอนผู้เฒ่าซุนอีกครั้ง
หากคิดจะตบตาเซียวว่านโฉว ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย
หากเซียวว่านโฉวถามมากเข้า ผู้เฒ่าคนนี้ต้องเผยพิรุธแน่
