“น้องชาย เจ้าหญิงเป่ยหวนผู้นั้นคงถูกใจเจ้าเข้าแล้วกระมัง?”
ฉินชีหู่มองเจียเหยาจากไป ก่อนขยับเข้าใกล้อวิ๋นเจิงด้วยสีหน้าอยากรู้อยากเห็น
“นางถูกใจข้าจริง ๆ”
อวิ๋นเจิงยักไหล่ เอ่ยอย่างขมขื่นว่า “นางอยากจับข้าไปเป่ยหวน แล้วทรมานข้าทุกวัน ให้ข้าอยู่ก็ไม่ได้ ตายก็ไม่ลง...”
“ใครใช้ให้เจ้าทำพวกเขาเสียเมืองซานเปียนเล่า?”
ฉินชีหู่หัวเราะอย่างไม่ใส่ใจ จากนั้นหันไปมองเชลยที่เพิ่งถูกส่งกลับมา แล้วตะโกนเสียงดังว่า “พวกเจ้ามัวแต่ยืนเซ่ออะไรอยู่? ยังไม่รีบขอบพระทัยท่านอ๋องที่ไถ่ตัวพวกเจ้ากลับมาอีก!”
“ขอบพระทัยท่านอ๋อง!”
ทุกคนได้สติ ต่างคำนับอวิ๋นเจิงพร้อมกันเพื่อแสดงความขอบคุณ
พวกเขารู้ดี หากอวิ๋นเจิงไม่ไถ่ตัวกลับมา พวกเขาคงเหลือเพียงชะตากรรมเป็นวัวเป็นม้าให้เป่ยหวนใช้งาน
“เอาละ ๆ...”
อวิ๋นเจิงโบกมือ “กลับไปหาอะไรกินเสียหน่อย ดูพวกเจ้าสิ ผอมจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกแล้ว”
กล่าวจบ อวิ๋นเจิงก็สั่งให้ทุกคนกลับเข้าเมืองกู้เปียนก่อน
“ท่านอ๋อง พวกเราจะยกทัพไปชิงเปียนกับเว่ยเปียนเมื่อใด?”
ยามนั้น ตู๋กูเช่อเอ่ยถามอวิ๋นเจิงด้วยสีหน้าตื่นเต้น
“รอสักหนึ่งถึงสองวันเถิด”
อวิ๋นเจิงตอบ “ให้กองทัพเป่ยหวนมีเวลาถอนกำลังไปก่อน พวกเราก็ฉวยเวลานี้ลำเลียงเสบียงจากด้านหลังมา แล้วซ่อมกำแพงเมืองกู้เปียนส่วนที่เสียหายก่อน”
เมืองซานเปียนเป็นป้อมปราการทางทหาร ไม่มีชาวบ้านอาศัยอยู่
เรื่องซ่อมกำแพงเมืองจึงมีแต่พวกเขาต้องลงมือกันเอง
การซ่อมกำแพงเมืองเป็นเพียงขั้นแรก หลังจากนั้นยังต้องซ่อมแซมบ้านเรือนที่ถูกทำลายอีกด้วย
