“ได้ยินมาหรือไม่ เมื่อคืนในงานประชันกลอนที่หอฉวินฟาง มีคุณชายท่านหนึ่งใช้เวลาไม่ถึงสองก้านธูปก็แต่งบทกวีชั้นเลิศออกมาถึงสี่บท จนผู้เข้าร่วมงานทุกคนหม่นหมองไร้ราศี…”
“เหตุใดจะไม่ได้ยินเล่า? ได้ยินว่าคุณชายหลิวยังตำหนิทุกคนว่าเสแสร้งคร่ำครวญทั้งที่ไร้เรื่องทุกข์…”
“ใช่แล้ว คุณชายหลิวกล่าวอย่างฮึกเหิม ทั้งยังสรรเสริญการที่องค์ชายหกเสด็จไปซั่วเป่ยอย่างยิ่ง”
“คนเราย่อมต้องตายสักวัน บ้างมีคุณค่าหนักแน่นดุจขุนเขา บ้างไร้ค่าเบาบางดุจขนนก เพียงวาจาประโยคเดียวของคุณชายหลิวก็ถ่ายทอดความโศกเศร้าและห้าวหาญในการที่องค์ชายหกเสด็จไปซั่วเป่ยออกมาได้หมดสิ้น…”
“ความปราดเปรื่องของฝ่าบาทในยามนี้ นับแต่อดีตมิเคยมีผู้ใดเทียบได้…”
วันรุ่งขึ้น ทั่วทั้งนครหลวงก็ฮือฮากันไปหมด
ตามถนนหนทางและตรอกซอกซอย มีผู้คนจับกลุ่มกันสามถึงห้าคน พูดคุยเรื่องเมื่อคืนที่หอฉวินฟางอย่างออกรส
สิ่งที่แพร่สะพัดไปพร้อมกับบทกวีทั้งสี่ของอวิ๋นเจิง ยังมีข่าวว่าองค์ชายหกกำลังจะเสด็จไปซั่วเป่ย และยินดีสละชีพเพื่อปลุกขวัญกำลังใจทหาร
การกระทำของอวิ๋นเจิงได้รับคำชื่นชมอย่างสูงจากชาวเมืองหลวงเช่นกัน
ทว่าในวังหลวง ฮ่องเต้เหวินกลับกำลังพิโรธอย่างหนัก
“สืบ! จงสืบให้เจิ้น!”
“ลากเจ้าคนแซ่หลิวสารเลวนั่นมาให้เจิ้น!”
ฮ่องเต้เหวินโกรธจนพลิกโต๊ะทรงพระอักษรคว่ำลงกับพื้น
เจ้าสารเลวนั่นกล่าวอย่างฮึกเหิม ช่วยให้เขากับเจ้าหกมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่ว
แต่คำพูดของเจ้าสารเลวนั่นไม่ต่างจากจับพ่อลูกอย่างพวกเขาขึ้นย่างบนกองไฟ
ยามนี้ผู้คนทั้งเมืองต่างสรรเสริญพ่อลูก ยกย่องความปราดเปรื่องและเก่งกล้าของฮ่องเต้เช่นเขา ทั้งยังชื่นชมความห้าวหาญของเจ้าหก
