“ฮ่า ๆ ๆ……”
เสียงหัวเราะอันเป็นเอกลักษณ์ของฉินชีหู่ดังมาแต่ไกล
ฉินชีหู่กับถงกังควบม้ามาถึงเบื้องหน้าอวิ๋นเจิงอย่างรวดเร็ว
ถงกังกำลังจะกระโดดลงจากม้าเพื่อคารวะ แต่อวิ๋นเจิงยกมือห้ามไว้
“รีบเล่าเถิด ทางพวกเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”
อวิ๋นเจิงเอ่ยถามทั้งสองด้วยความใคร่รู้ “พวกเจ้าตีทัพศัตรูทางนั้นแตกแล้วหรือ?”
“ย่อมเป็นเช่นนั้น!”
ฉินชีหู่หัวเราะหึ ๆ “พวกเราตีทัพศัตรูแตกแล้วก็เร่งรุดบุกโจมตีมาทางนี้ทันที คิดไม่ถึงว่ายังถูกพวกท่านชิงลงมือไปก่อน……”
เมื่ออวิ๋นเจิงซักถาม ทั้งสองจึงเล่ารายละเอียดการตีทัพศัตรูแตกให้ฟัง
ในตอนแรก พวกเขายังหวั่นใจอยู่มาก
ถึงอย่างไร กำลังพลในเส้นทางนั้นของพวกเขา ต่อให้นับรวมกองทัพบริวารของเป่ยโมถัวเข้าไปด้วย ก็มีเพียงสองหมื่นกว่าคนเท่านั้น
อีกทั้งยังต้องนับรวมทหารราบห้าพันนายที่คุ้มกันเสบียงด้วย
หากทัพศัตรูเปิดฉากโจมตีอย่างดุดัน พวกเขาย่อมต้องสูญเสียอย่างหนัก
ทว่า ดูเหมือนกุ่ยฟางกับเป่ยหวนต่างอยากให้อีกฝ่ายปะทะกับต้าเฉียนก่อน ต่อให้ทั้งสองฝ่ายมีกำลัง ก็ไม่อาจผนึกกำลังกันได้
หลังอวี๋ซื่อจงมาถึง เขาก็มองออกถึงปัญหาระหว่างกุ่ยฟางกับเป่ยหวน
อวี๋ซื่อจงสั่งให้คนเร่งติดต่อกองหนุนที่กำลังตามมาไปพร้อมกับนำทัพแสร้งถอย แล้วใช้วิธีแยกกำลังซ่อนกองทัพอาภรณ์โลหิตไว้หลังแนวข้าศึก
เมื่อเห็นพวกเขาถอย กุ่ยฟางกับเป่ยหวนคิดว่าพวกเขาหวาดกลัว จึงเริ่มรุกคืบเข้ามา
นี่จึงเปิดโอกาสให้กองทัพอาภรณ์โลหิตรวมพลกันหลังแนวข้าศึก แล้วลอบโจมตีค่ายใหญ่ของศัตรู
กองทัพอาภรณ์โลหิตซุ่มอยู่นาน แม้ต้องเสียกำลังพลไปกว่าสามร้อยนาย แต่ท้ายที่สุดก็เผาเสบียงของกุ่ยฟางได้สำเร็จ
