“ทางนั้นเป็นเรือนหลักกับห้องหนังสือของท่านอ๋อง ถัดไปคือเรือนสามหลังทางระเบียงตะวันออก ปกติฮูหยินจื่อกับฮูหยินเมี่ยวอินน่าจะพักอยู่ที่เรือนสามหลังทางระเบียงตะวันออก”
“เดินทะลุจากทางนั้นไปยังมีระเบียงเชื่อมอีกสายหนึ่ง ซึ่งไปถึงเรือนชั้นในได้เช่นกัน...”
“เมื่อก่อนจวนอ๋องแห่งนี้ไม่ได้ใหญ่โตถึงเพียงนี้ ปีที่แล้วเพิ่งขยายออกไปเล็กน้อย...”
อวี๋ซื่อจงพาจัวหม่าเดินไปยังเรือนชั้นใน พลางแนะนำผังจวนอ๋องให้นางฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ
“ฮึ ๆ...”
เห็นเขามีสีหน้าจริงจังเช่นนั้น จัวหม่าก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้
“เป็นอะไรไป?”
อวี๋ซื่อจงมองจัวหม่าที่จู่ ๆ ก็หัวเราะอย่างไม่เข้าใจ
มีอะไรน่าขันกัน?
เขาพูดอะไรตลกหรือ?
“แม่ทัพอวี๋ ท่านแนะนำจวนอ๋องให้ข้าฟังจริง ๆ หรือ?”
จัวหม่าถามกลั้วหัวเราะ “หรือท่านคิดว่าข้าจะพักอยู่ในจวนอ๋องไปตลอด?”
“เอ่อ... เรื่องนี้...”
อวี๋ซื่อจงยิ้มเจื่อน ๆ แต่ไม่รู้จะกล่าวอะไรดี
เคราะห์ดีที่อวิ๋นเจิงไม่ได้อยู่ที่นี่
ไม่เช่นนั้น อวิ๋นเจิงคงเตะอวี๋ซื่อจงเข้าให้สักที
เห็นอวี๋ซื่อจงไม่เข้าใจอยู่จริง ๆ จัวหม่าจึงเป็นฝ่ายถามขึ้นก่อน “แม่ทัพอวี๋ปีนี้อายุเท่าไรแล้ว?”
อวี๋ซื่อจงตอบอย่างจริงจัง “อีกไม่นานก็จะครบสามสิบเอ็ดแล้ว”
“หา?”
จัวหม่าประหลาดใจเล็กน้อย “ข้าได้ยินท่านอ๋องกล่าวว่าแม่ทัพอวี๋ยังไม่ได้แต่งงานมิใช่หรือ? เรื่องนี้... ช่างหาได้ยากยิ่ง!”
อวี๋ซื่อจงเป็นถึงแม่ทัพใหญ่แห่งทัพเป่ยฝู่!
อายุสามสิบเอ็ดแล้วยังไม่ได้แต่งงาน ฟังดูช่างเหลือเชื่อ
“กล่าวไปแล้วน่าละอายนัก”
อวี๋ซื่อจงยิ้มอย่างกระดากใจ “ข้าเข้ากองทัพตั้งแต่อายุสิบสาม อยู่ในทัพเป่ยฝู่มาหลายปี ต่อมาเกิดศึกซั่วเป่ย หลังพ่ายแพ้ในศึกนั้น พี่น้องร่วมทัพของพวกเราหลายคนล้วนตายในซั่วเป่ย... เมื่อศึกซั่วเป่ยสิ้นสุดลง พวกเราก็หมดอาลัยตายอยาก จึงติดตามพี่ใหญ่ตู้จากซั่วเป่ยไปหากินในเมืองหลวง...”
