หลังยึดเมืองจวิ้นคืนมาได้ เจียเหยาก็มิได้นิ่งเฉย
หลังพักฟื้นกำลังกันอย่างง่าย ๆ เจียเหยาทิ้งกำลังพลสองพันนายไว้จัดการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บและรักษาเมืองจวิ้น ส่วนนางนำกำลังที่เหลือมุ่งหน้าตรงไปยังโหลวชง
ทว่าในที่สุดเจียเหยาก็ยังช้าไปหนึ่งก้าว
ทหารม้าหนึ่งพันนายของโหลวชงละทิ้งเมืองหนีไปตั้งแต่เมื่อคืนวาน มุ่งหน้าไปรวมกับกองทัพศัตรูทางด้านว่อหยวนแล้ว
เจียเหยาจนปัญญา ทำได้เพียงรออยู่ที่เมืองจวิ้นจนเสิ่นควนกลับมาพร้อมเชลยที่คุมตัวไป
ยามสนธยา เสิ่นควนก็คุมเชลยหลายพันคนมาถึงโหลวชงในที่สุด
เมื่อเสิ่นควนมารายงานตัวต่อเจียเหยา ก็เห็นนางยืนสงบนิ่งอยู่บนกำแพงเมือง สีหน้าเคร่งขรึม ขณะทอดสายตามองไปยังทิศทางเมืองหลวงแคว้นหลี คล้ายกำลังตัดสินใจเรื่องยากลำบากบางอย่าง
“คารวะฮูหยินเจียเหยา!”
เสิ่นควนก้าวเข้าไปคำนับ ในใจพลุ่งพล่านด้วยความตื่นเต้น
ยึดเมืองจวิ้นกลับคืนมาได้แล้ว!
สถานการณ์โดยรวมตัดสินได้แล้ว!
ที่เหลือก็เพียงจัดการเรื่องที่ค้างคา
นับแต่เข้ามาในเมือง เขาก็ได้ยินเหล่าทหารพูดคุยถึงศึกก่อนหน้านี้กันอย่างออกรส
โดยเฉพาะเรื่องที่เจียเหยายิงธนูเพียงดอกเดียวสยบกองทัพนับหมื่น ยิ่งถูกคนเหล่านั้นกล่าวเกินจริงไปมาก
แม้เสิ่นควนจะรู้ว่าพวกเขาพูดเกินจริง แต่ในใจก็ยังเลื่อมใสยิ่งนัก
“เจ้าคิดว่าต่อจากนี้ พวกเราควรเดินหมากเช่นไร?”
เจียเหยาไม่หันกลับมา ยังคงมองไปทางเมืองฉี่หมิง
เสิ่นควนตอบโดยไม่ต้องคิด “รอกองหนุนจากเหอโจวข้ามแม่น้ำตานสุ่ย แล้วจู่โจมฉับพลัน ปิดกั้นด่านหลีซานกับด่านกู้ซาน พร้อมกันนั้นก็เคลื่อนทัพเข้าหู่โข่วและหลินไห่ ล้อมกองกำลังศัตรูที่เหลือไว้ในแคว้นหลี โจมตีแต่ไม่กำจัดให้สิ้น รอกองหนุนระลอกถัดไปมาถึงแล้วค่อยเคลื่อนทัพเข้าชนเผ่าเกาฉิน กำจัดให้สิ้นซากในคราเดียวพ่ะย่ะค่ะ!”
