ห้าวันต่อมา อวิ๋นเจิงได้พบตู๋กูเช่อที่หลิงโจว
ตู๋กูเช่อนำคนมาน้อย อีกทั้งยังมาถึงหลิงโจวก่อนพวกเขาหนึ่งวัน
“ไม่มีอะไรจะพูดหน่อยหรือ?”
บนกำแพงเมืองหลิงโจว อวิ๋นเจิงทอดสายตามองไกล ก่อนเอ่ยถามตู๋กูเช่อที่ยืนอยู่ข้างกายด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
ตู๋กูเช่ออ้าปากเล็กน้อย แล้วหันมาประจันหน้ากับอวิ๋นเจิง “กระหม่อมมีความผิด ขอองค์ชายโปรดลงโทษ!”
“อย่ามาพูดเหลวไหล!”
อวิ๋นเจิงหันไปมองตู๋กูเช่อ “เปิ่นหวังไม่มีเวลามาถกกับเจ้าว่ามีความผิดหรือไม่ เปิ่นหวังต้องการรู้สถานการณ์ที่แท้จริงของจวนผู้พิทักษ์ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ!”
สถานการณ์ที่แท้จริงหรือ?
ตู๋กูเช่อยิ้มขื่น
องค์ชายเดินทางมาจนถึงที่นี่ คงสืบถามเรื่องราวมาบ้างแล้วกระมัง?
เฮ้อ!
ตู๋กูเช่อถอนใจในใจ ก่อนเอ่ยช้า ๆ ว่า “จากการคาดการณ์ของกระหม่อมกับขุนนางทุกระดับในจวนผู้พิทักษ์ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ เมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยวธัญพืชใหม่ ประชากรทั่วทั้งจวนผู้พิทักษ์ภาคตะวันตกเฉียงเหนือคงลดลงราวสามแสนห้าหมื่นถึงสี่แสนคน ส่วนใหญ่เป็นคนชราและอ่อนแอ...”
สามแสนห้าหมื่นถึงสี่แสนคน!
หัวใจของอวิ๋นเจิงพลันบีบรัดอย่างหนัก
ตัวเลขนี้มากกว่าที่เขาคาดไว้เสียอีก
เดิมทีเขาคิดว่าผู้คนทางนี้คงอดตายราวสองแสนคนก็น่าจะใกล้เคียงแล้ว
อวิ๋นเจิงตกอยู่ในความเงียบงันเนิ่นนาน
ผ่านไปครู่ใหญ่ อวิ๋นเจิงจึงถามด้วยสีหน้าซับซ้อนว่า “ส่งเสบียงมาที่นี่ตั้งมากมายแล้ว เหตุใดจึงยังขาดแคลนถึงเพียงนี้?”
ตู๋กูเช่อตอบว่า “การขาดแคลนเสบียงเป็นเพียงเรื่องหนึ่ง ยังมีโรคภัยต่าง ๆ อีก ทั้ง...กระหม่อมจงใจปล่อยให้โจรและชนชั้นสูงในแต่ละพื้นที่กระทำการตามใจ...”
จวนผู้พิทักษ์ภาคตะวันตกเฉียงเหนือกับซั่วเป่ยต่างต้องการแรงงานจำนวนมากก็จริง
