วันถัดมา ขณะที่อวิ๋นเจิงกับพวกกำลังเตรียมบุกจู่โจมชนเผ่าเป่ยหวนซึ่งอยู่ห่างออกไปราว 20 ลี้ หน่วยสอดแนมก็เข้ามารายงาน
นอกปีกขวาของพวกเขาไป 30 ลี้ มีกองทหารม้าเป่ยหวนขนาดใหญ่ปรากฏขึ้น จำนวนมากกว่าหมื่นนาย
“คิดจะตรึงกำลังพวกเราไว้หรือ?”
อวิ๋นเจิงยิ้มกับตัวเอง ก่อนสั่งอวี๋ซื่อจงทันที “ส่งคำสั่งไปยังฉินชีหู่กับชวีจื้อ ให้พาทหารหนึ่งหมื่นนายบุกจู่โจมชนเผ่าที่อยู่เบื้องหน้าเดี๋ยวนี้ ห้ามปล่อยให้คนในเผ่าหนีออกไปส่งข่าวได้! สั่งกำลังพลของเราให้แผ่ขบวน ตั้งแนวเตรียมบุก!”
“รับคำสั่ง!”
อวี๋ซื่อจงรับคำสั่งทันที
“รู้หรือไม่ว่าข้าจะทำอันใด?”
อวิ๋นเจิงหันไปถามเสิ่นลั่วเยี่ยนที่อยู่ข้างกายด้วยรอยยิ้ม
เสิ่นลั่วเยี่ยนเอียงศีรษะครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนตอบว่า “เจ้าคิดจะทำให้ข้าศึกเข้าใจผิดว่าพวกเราจะบุกพวกเขา เพื่อถ่วงเวลาให้กำลังของฉินชีหู่เข้าจู่โจมชนเผ่านั้นใช่หรือไม่?”
“ไม่เลวนี่! ช่วงนี้พัฒนาเร็วทีเดียว ถึงกับมองออกแล้ว!”
อวิ๋นเจิงพยักหน้ายิ้ม พลางหยอกเย้าเสิ่นลั่วเยี่ยน
ใบหน้าเสิ่นลั่วเยี่ยนแดงระเรื่อ นางกล่าวอย่างขุ่นเคืองว่า “ข้าติดตามเจ้าอยู่ทุกวัน หากไม่พัฒนาขึ้นแม้แต่น้อย เจ้าคงแอบด่าว่าข้าโง่ในใจเป็นแน่!”
“พูดราวกับยามนี้เจ้าฉลาดนักหนาอย่างนั้นแหละ” อวิ๋นเจิงหัวเราะลั่น
ใบหน้างามของเสิ่นลั่วเยี่ยนกระตุกเล็กน้อย นางถลึงตามองเจ้าคนสารเลวอย่างขุ่นเคือง
เมี่ยวอินมองท่าทางของทั้งสองแล้วทั้งขำทั้งจนใจ
ยามนี้แล้ว พวกเขายังมีแก่ใจหยอกล้อกันอีกหรือ?
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะนางตึงเครียดเกินไป หรือพวกเขาใจกล้าเกินไปกันแน่
ไม่นาน กำลังหนึ่งหมื่นนายของอวิ๋นเจิงก็แผ่ขบวนอย่างรวดเร็ว
