สามวันต่อมา ฉินลิ่วก่านนำทหารม้าฝีมือดีหนึ่งพันนายที่คัดมาจากกองทัพเสินอู่มาถึงอู่หยางด้วยตนเอง
เมื่อทราบว่าฉินลิ่วก่านมาถึงแล้ว จ้าวจี๋ก็เร่งออกจากจวนมาต้อนรับ
ฉินลิ่วก่านพลิกกายลงจากม้า ก่อนก้าวยาว ๆ มาหยุดตรงหน้าจ้าวจี๋
“คารวะ...”
พลั่ก!
จ้าวจี๋เพิ่งจะประสานมือคารวะ ฉินลิ่วก่านก็เตะเข้าใส่เสียแล้ว
จ้าวจี๋เป็นขุนนางฝ่ายบุ๋นที่บัญชาการทัพ ไหนเลยจะหลบเท้าของฉินลิ่วก่านได้
จ้าวจี๋ครางอู้อี้ ก่อนล้มลงกับพื้น
ยังดีที่ฉินลิ่วก่านรู้จักหนักเบา เท้านี้มิได้ออกแรงมากนัก เขาเพียงถูกเตะจนเจ็บอยู่บ้าง มิได้บาดเจ็บแต่อย่างใด
เคร้ง!
เมื่อเห็นจ้าวจี๋ถูกเตะล้ม ทหารองครักษ์ด้านหลังก็พากันชักดาบออกมาคุ้มกันจ้าวจี๋
“ยังกล้าชักดาบต่อหน้าข้าอีกหรือ?”
ฉินลิ่วก่านกวาดตามองจ้าวอู่และคนอื่น ๆ ด้วยสายตาเย็นเยียบ
“เก็บดาบ!”
จ้าวจี๋ตวาดเสียงต่ำ ก่อนลุกขึ้นโดยมีทหารองครักษ์คนหนึ่งช่วยประคอง
เมื่อได้รับคำสั่งจากจ้าวจี๋ ทหารองครักษ์ทั้งหลายจึงจำใจเก็บดาบ ทว่าทุกคนยังจ้องฉินลิ่วก่านเขม็ง หากเขาลงมือกับจ้าวจี๋อีก พวกตนจะเข้าขัดขวางทันที
ฉินลิ่วก่านหาได้เห็นทหารองครักษ์ของจ้าวจี๋อยู่ในสายตาไม่ เขาหยิบพระราชโองการฉบับหนึ่งขึ้นมาแล้วฟาดใส่ตัวจ้าวจี๋ “ข้าคร้านจะอ่านแล้ว! ดูเองให้ดี!”
จ้าวจี๋รีบรับพระราชโองการมาเปิดอ่าน
แม้ไม่อ่านพระราชโองการ เขาก็พอจะเดาเนื้อหาได้คร่าว ๆ
ตั้งแต่วินาทีที่ฉินลิ่วก่านปรากฏตัว เขาก็คาดเดาเรื่องราวได้หลายอย่างแล้ว
ทว่าเพิ่งอ่านไปได้แค่ต้นฉบับ สีหน้าของจ้าวจี๋ก็พลันแปรพิกล เขาเงยหน้าขึ้น
“เป็นอะไรไป เจ้าอ่านหนังสือไม่ออกหรือ?”
ฉินลิ่วก่านจ้องจ้าวจี๋อย่างไม่สบอารมณ์
“ข้า...”
