เมื่อกลับถึงที่ว่าการ อวิ๋นเจิงก็นั่งลงอย่างสงบนิ่ง
ไม่นาน เสิ่นควนก็นำผลการสอบสวนมารายงาน
คนกลุ่มนี้ซึ่งมีเหยาซั่งสวินเป็นหัวหน้า ยักยอกเงินภาษีไปมากกว่าสี่หมื่นตำลึง ทั้งยังขายข้าวในคลังหลวงอย่างผิดกฎหมาย ได้เงินมาอีกมากกว่าเจ็ดหมื่นตำลึง
คดีลักลอบขายข้าวในคลังหลวงมีผู้เกี่ยวข้องมากมาย
เรื่องเดียวที่นับว่าน่ายินดี คือแม่ทัพรักษาซั่วฟางมิได้มีส่วนเกี่ยวข้อง
สำหรับอวิ๋นเจิง นี่นับเป็นสิ่งปลอบใจที่ดีที่สุดแล้ว
หากท้องถิ่นเน่าเฟะ กองทัพก็เน่าเฟะไปด้วย นั่นต่างหากที่ทำให้เขาเดือดดาลที่สุด
อวิ๋นเจิงสูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนสั่งว่า “จับทุกคนที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ รวมถึงครอบครัวของพวกเขาเข้าคุมขังให้หมด ส่งคนควบม้ากลับติ้งเป่ยโดยเร็ว ให้ฮูหยินจื่อคัดเลือกคนที่เหมาะสมจากจวนอ๋องมาดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองซั่วฟาง!”
เสิ่นควนรู้ว่าอวิ๋นเจิงกำลังเดือดดาล จึงไม่กล้าชักช้าแม้แต่น้อย รับคำสั่งแล้วก็ออกไปทันที
หลังจากนั้น อวิ๋นเจิงคัดเลือกขุนนางหลายคนที่มิได้เกี่ยวข้องกับคดีนี้ขึ้นมารับตำแหน่งแทน สั่งให้พวกเขาจัดการกิจธุระต่าง ๆ ของซั่วฟางเป็นการชั่วคราว แล้วจึงข่มโทสะเดินจากไป
เมื่อกลับถึงจวน อวิ๋นเจิงก็ยังไม่คลายโทสะ
หากมิใช่เพราะฟ้ามืดแล้ว เขาคงอยากควบม้ากลับติ้งเป่ยเสียเดี๋ยวนั้น เพื่อเริ่มจัดตั้งสำนักตรวจการทันที
อวิ๋นเจิงอารมณ์ไม่สู้ดีนัก แม้แต่มื้อเย็นก็ไม่เจริญอาหาร กินอะไรไปเพียงเล็กน้อยแล้วกลับเข้าห้อง
เขาจะใช้สำนักตรวจการกำกับดูแลขุนนางทุกระดับ แล้วใครจะเป็นผู้กำกับดูแลคนในสำนักตรวจการเล่า?
ให้ตายสิ!
