ระหว่างทางกลับ ฮ่องเต้เหวินเล่าเรื่องที่พบเจอระหว่างการเสด็จตรวจราชการครั้งนี้ให้อวิ๋นลี่กับมารดาฟังไม่น้อย
เรื่องที่ว่าอวิ๋นเจิงเพิกเฉย บีบบังคับ ข่มขู่พระองค์นั้น ล้วนตรัสออกมาได้อย่างคล่องปาก
ทั้งยังตรัสว่าอวิ๋นเจิงคิดจะใช้ซั่วฟางแทนที่ติ้งเป่ย และเพิ่มการควบคุมจวนผู้พิทักษ์ภาคตะวันตกเฉียงเหนือกับเป่ยหวนและพื้นที่อื่น ๆ
ครั้นตรัสถึงตู๋กูเช่อ ฮ่องเต้เหวินก็ถอนพระทัยไม่หยุด
ตู๋กูเช่อมิได้ทรยศพระองค์ ทั้งยังจดจำความดีของพระองค์ไว้
ทว่าตู๋กูเช่อถูกอวิ๋นเจิงกุมอำนาจไปแล้ว นอกจากมีเพียงตำแหน่งรองแม่ทัพใหญ่แห่งทัพเป่ยฝู่เป็นชื่อเรียก ก็ไม่มีอำนาจแท้จริงแม้แต่น้อย
กองทหารรักษาการณ์ของจวนผู้พิทักษ์ภาคตะวันตกเฉียงเหนือล้วนเป็นคนสนิทของอวิ๋นเจิง
ทางตู๋กูเช่อแทบไม่มีหวังพึ่งพาได้แล้ว
คนเดียวที่ยังพอพึ่งพาได้ มีเพียงฉินชีหู่
นับแต่ฉินชีหู่ไปซั่วเป่ยจนถึงบัดนี้ เขาสร้างความชอบในศึกมานับไม่ถ้วน ถึงขั้นช่วยชีวิตอวิ๋นเจิงจากอันตรายหลายครั้ง แต่อวิ๋นเจิงกลับระแวดระวังฉินชีหู่ทุกด้าน จนถึงบัดนี้ก็ยังให้ฉินชีหู่บัญชาทหารเพียง 3,000 นาย
ส่วนคนที่มีความชอบน้อยกว่าฉินชีหู่มาก บัดนี้ต่างบัญชาทหารนับหมื่นนายกันแล้ว
ฉินชีหู่มีความไม่พอใจอยู่ในใจมานาน ภายใต้คำเกลี้ยกล่อมของฉินลิ่วก่าน เขาจึงรับปากว่าจะลอบขยายกำลังของตน และหาโอกาสจับกุมอวิ๋นเจิง ส่งตัวไปยังเมืองหลวง
ทว่าทหารองครักษ์ที่อยู่ข้างกายอวิ๋นเจิงมีจำนวนมาก ก่อนจะมั่นใจว่าจะทำสำเร็จ ฉินชีหู่ไม่กล้าลงมือบุ่มบ่าม
นอกจากนี้ การเสด็จตรวจราชการครั้งนี้ยังทำให้ฮ่องเต้เหวินพบปัญหาร้ายแรงที่สุดของจวนผู้พิทักษ์ภาคตะวันตกเฉียงเหนือและซั่วเป่ย
ที่นั่นขาดแคลนเสบียง ของแพงแต่เงินกลับมีค่าน้อย
