อวิ๋นเจิงไพล่มือไว้ด้านหลัง ยืนครุ่นคิดอยู่บนหอประตูเมืองด้านเหนือเพียงลำพัง
แม้เทศกาลปีใหม่จะผ่านพ้นไปแล้ว แต่ซั่วเป่ยในยามนี้ยังคงหนาวเหน็บ
ลมหนาวพัดปะทะใบหน้า จนใบหน้าของอวิ๋นเจิงชาแข็ง
ทว่าความหนาวเย็นมิได้ทำให้ความคิดของอวิ๋นเจิงหยุดชะงัก
เขากวาดตามองกระโจมค่ายทหารเป่ยหวนทางเหนือของประตูเมือง พลางครุ่นคิดไม่หยุด
ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าใด เมี่ยวอินก็มาหยุดอยู่ด้านหลังอวิ๋นเจิง
“ยังคิดหาวิธีไม่ออกอีกหรือ?”
เสียงของเมี่ยวอินดังขึ้นจากด้านหลังอวิ๋นเจิง
เห็นได้ชัดว่าเสิ่นลั่วเยี่ยนบอกนางถึงความกลัดกลุ้มของอวิ๋นเจิงในยามนี้แล้ว
อวิ๋นเจิงพยักหน้าเบา ๆ “แผนนี้ของเจียเหยา ช่างรับมือยากอยู่บ้าง!”
เมี่ยวอินก้าวไปข้างหน้า ยืนเคียงข้างอวิ๋นเจิง ก่อนเอียงศีรษะมองเขา “จะฟังความเห็นของข้าหรือไม่?”
“เจ้ามีวิธีหรือ?” อวิ๋นเจิงมองเมี่ยวอินอย่างประหลาดใจ
“ไม่มี”
เมี่ยวอินส่ายหน้าพร้อมยิ้มขื่น “แม้แต่เจ้ายังคิดวิธีดี ๆ ไม่ออก แล้วข้าจะมีวิธีอะไรได้เล่า? ข้าแค่มีความคิดอยู่บ้างเท่านั้น”
“อ้อ?” อวิ๋นเจิงหรี่ตาลงเล็กน้อยอย่างสนใจ “ว่ามาสิ”
เมี่ยวอินมองค่ายใหญ่ของเป่ยหวนที่อยู่ไกลออกไป ก่อนกล่าวด้วยรอยยิ้มขื่น “ข้าคิดว่าพวกเจ้าทุกคนอาจมองข้ามปัญหาข้อหนึ่งไป บัดนี้เจ้าควรคิดถึงอีกปัญหาหนึ่ง”
“อีกปัญหาหนึ่งหรือ?” อวิ๋นเจิงถามอย่างสงสัย “ปัญหาอะไร?”
เมี่ยวอินกล่าวอย่างกังวล “ต่อให้เราสละคน 2,000 คนเพื่อเผากระโจมค่ายทหารศัตรูที่ประตูเมืองเหนือได้ หากทหารศัตรูที่นั่นไม่ยอมถอย ยืนกรานจะยื้อกับเราให้ถึงที่สุด แล้วพวกเราจะยื้อได้นานเพียงใด?”
