หลังเว่ยเหวินจงจากไป หวังชี่ก็เข้ามาหาอวิ๋นเจิงด้วยตนเอง และสารภาพถึงคำมั่นสัญญาที่เว่ยเหวินจงมอบให้เขา
“เช่นนั้นเจ้าก็ไปเทียนหูเถิด!”
อวิ๋นเจิงยิ้มกล่าวว่า “ทหารหกพันนายก็นับว่าไม่น้อยแล้ว จริงสิ ก่อนหน้านี้กองกำลังของฮั่วกู้ซึ่งรักษาการณ์อยู่ซั่วฟาง ดูเหมือนจะประจำการอยู่แถบเทียนหูด้วย คนในค่ายฮั่วกู้หลายคนเคยได้รับความช่วยเหลือจากข้า เจ้าจงลอบชักชวนพวกเขามาเป็นพวก แต่จงจำไว้ ทุกอย่างต้องทำด้วยความระมัดระวัง อย่าให้ผู้ใดจับพิรุธได้”
กองกำลังของฮั่วกู้เป็นเรื่องน่าเสียดายที่สุดของเขานับแต่เข้าซั่วเป่ยมา
สาเหตุหลักเป็นเพราะฮั่วกู้หนีไปเร็วเกินไป!
ไม่เปิดโอกาสให้เขากลืนกินทหารเก้าพันนายเหล่านั้นเลย
ยามนี้หวังชี่ก็จะไปเทียนหู โอกาสของพวกเขาย่อมมาถึงแล้วมิใช่หรือ?
“ข้าน้อยเข้าใจแล้ว!”
หวังชี่พยักหน้าอย่างหนักแน่น “ท่านอ๋องโปรดวางพระทัย ข้าน้อยจะไม่ทำให้บุญคุณที่ท่านอ๋องชุบเลี้ยงต้องสูญเปล่า!”
คำพูดของเขาไม่ต่างจากการแสดงความภักดีต่ออวิ๋นเจิง
“ดี! ข้าไม่ใช้คนที่ระแวง และเมื่อใช้คนก็ไม่ระแวง!”
อวิ๋นเจิงตบไหล่หวังชี่อย่างหนักแน่น “เจ้าไม่ทรยศข้า ข้าก็ไม่มีวันทรยศเจ้า!”
หวังชี่พยักหน้า
จากนั้นอวิ๋นเจิงก็สั่งกำชับเรื่องต่าง ๆ แก่หวังชี่เป็นพิเศษ
ทั้งสองสนทนากันเกือบครึ่งชั่วยาม หวังชี่จึงค่อยขอตัวจากไป
หวังชี่เพิ่งจากไป เสิ่นลั่วเยี่ยนก็เดินเข้ามา
“เจ้าเก่งเรื่องเล่นงานคนมิใช่หรือ? รีบคิดหาวิธีเล่นงานเว่ยเหวินจงสารเลวนั่นให้สาสมสักครั้ง!”
แม้การกระทำของเว่ยเหวินจงจะนับว่าช่วยพวกเขาทางอ้อม แต่เสิ่นลั่วเยี่ยนก็ยังข่มความขุ่นเคืองไว้ไม่อยู่
