เมื่อได้ฟังคำพูดหนักแน่นของอวิ๋นเจิง ตู๋กูเช่อก็อดขมวดคิ้วแน่นไม่ได้
หลังครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ตู๋กูเช่อเอ่ยอย่างจริงจังว่า “ท่านอ๋อง วางดาบลงก่อนเถิด พวกเราค่อย ๆ พูดคุยกัน เรื่องนี้ต้องมีความเข้าใจผิดเป็นแน่!”
“ได้! ข้าจะคอยดูว่าพวกเจ้าจะพูดคุยกันอย่างไร!”
อวิ๋นเจิงเก็บดาบในมือ แล้วชี้ไปยังองครักษ์ของทั้งสอง ก่อนสั่งทหารใต้บัญชา “จับพวกเขามัดไว้ก่อน! ข้าจะค่อย ๆ พูดคุยกับพวกเขา!”
เว่ยเหวินจงกำลังจะห้ามปราม ตู๋กูเช่อกลับส่ายหน้าเบา ๆ “ปล่อยให้ท่านอ๋องจับพวกเรามัดเถิด! หากพวกเราไร้ความละอายต่อใจ ข้าเชื่อว่าท่านอ๋องจะไม่ทำอะไรบุ่มบ่าม!”
เว่ยเหวินจงเงียบไปเล็กน้อย ก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ ให้เหล่าทหารองครักษ์
เมื่อได้รับคำสั่งจากเว่ยเหวินจง คนเหล่านั้นจึงเลิกล้มความคิดต่อต้าน ยอมให้ทหารใต้บัญชาอวิ๋นเจิงจับมัดแต่โดยดี
“พวกเจ้าถอยออกไปก่อน!”
อวิ๋นเจิงโบกมือให้เสิ่นลั่วเยี่ยนและคนอื่น ๆ
“หากสองคนนั้นคิดทำร้ายท่านจะทำอย่างไร?”
เสิ่นลั่วเยี่ยนเอ่ยอย่างขุ่นเคือง
“พวกเขาไม่กล้าหรอก!”
อวิ๋นเจิงส่ายหน้ากล่าว “ถึงพวกเขาอยากสังหารข้า ก็ทำได้เพียงใช้กลอุบายลับ ๆ เท่านั้น ต่อให้ข้ายกความกล้าให้พวกเขาสักเท่าไร ก็ไม่กล้าฆ่าข้าซึ่ง ๆ หน้าหรอก!”
“หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น!”
เสิ่นลั่วเยี่ยนกวาดตามองเว่ยเหวินจงกับตู๋กูเช่อแวบหนึ่ง ก่อนจะจากไป
เมื่อเห็นเช่นนั้น คนอื่น ๆ ก็ทยอยตามออกไปเช่นกัน
“ท่านอ๋องมั่นใจหรือว่าคนข้างกายไว้ใจได้อย่างแท้จริง?”
ทันทีที่พวกเขาจากไป ตู๋กูเช่อก็เอ่ยถามขึ้น
“แน่นอน!”
อวิ๋นเจิงตอบอย่างมั่นใจ “ข้าบอกแล้วว่า ในบรรดาคนเหล่านั้น ต่อให้มีผู้ใดคิดปองร้ายข้าแม้เพียงคนเดียว ข้าก็คงไม่มีชีวิตมาถึงซั่วเป่ยหรอก แม้ข้าจะไร้ประโยชน์ แต่ก็ไม่ได้โง่!”
