“ตึง ตึง ตึง...”
เสียงกลองเร่งร้อนดังขึ้นที่หน้าที่ว่าการ
เมื่อได้ยินเสียงกลอง คนที่เอนกายอยู่บนเก้าอี้ในโถงมิได้ผุดลุกขึ้นด้วยความตกใจ เพียงเหลือบมองไปทางประตู แล้วสั่งเจ้าหน้าที่ที่กำลังพัดพัดใบลานให้ตนอย่างเกียจคร้านว่า “ไปถามดูว่ามีเรื่องบ้าบออันใด หากไม่ใช่เรื่องใหญ่ก็อย่ามารบกวนเวลานอนของข้า!”
ไม่นานนัก เจ้าหน้าที่ก็วิ่งออกมาจากโถง
“ใต้เท้าของข้าถามว่า พวกเจ้ามีเรื่องบ้าบออันใด?”
เจ้าหน้าที่ถามอย่างตรงไปตรงมา มิได้ทำตามขั้นตอนร้องทุกข์ด้วยการตีกลองตามระเบียบแม้แต่น้อย
อวิ๋นเจิงขมวดคิ้วมองเจ้าหน้าที่ แล้วกล่าวอย่างไม่พอใจว่า “พวกเราตีกลองร้องทุกข์ ใต้เท้าของเจ้าไม่ควรขึ้นนั่งพิจารณาคดีหรือ? ยังไม่ทันขึ้นนั่งพิจารณาคดี ก็ถามว่าพวกเรามีเรื่องบ้าบออันใดอย่างนั้นหรือ?”
บัดซบ!
นี่นับเป็นครั้งแรกที่เขาออกตรวจพื้นที่ นับแต่รับตำแหน่งเจี๋ยตู้สื่อซั่วเป่ยแท้ ๆ
เมืองเล็กทรุดโทรมเช่นนี้ กลับมีคนประหลาดเช่นนี้โผล่มาได้หรือ?
ช่างเป็นดังคำกล่าวว่าแอ่งน้ำน้อยมีเต่าชุกชุมจริง ๆ สินะ?
เจ้าหน้าที่เหลือบมองอวิ๋นเจิงกับพวกเขา แล้วกล่าวเสียงเรียบว่า “ใต้เท้าของข้าบอกว่า เรื่องเล็กให้จัดการกันเอง เรื่องใหญ่ค่อยมาหาเขา!”
“นี่แหละเรื่องใหญ่!”
อวิ๋นเจิงมองเจ้าหน้าที่ด้วยสายตาเย็นชา “เจ้าไม่ต้องถามหรอกว่าเป็นเรื่องใหญ่อันใด พวกเราจะพูดก็ต่อเมื่อได้พบใต้เท้าของเจ้า!”
เจ้าหน้าที่ขมวดคิ้วกวาดตามองพวกเขา ก่อนจะรีบวิ่งกลับเข้าไปในโถง แล้วรายงานคนที่ยังเอนกายอยู่ที่เดิมว่า “ใต้เท้า คนเหล่านี้มีบุคลิกไม่ธรรมดา เสื้อผ้าบนตัวก็หาใช่เสื้อผ้าที่ครอบครัวสามัญจะซื้อไหว ดูท่าคงมีที่มาที่ไปอยู่บ้าง”
