ไม่นานนัก อวิ๋นลี่ก็มาถึงวังหลวง
หลังจากมาถึงซีฉวี ชีวิตของอวิ๋นลี่ก็นับว่าพอใช้ได้
ฉินผู่จัดจวนหลังใหญ่ให้เขา ทั้งยังส่งหญิงงามสองคนไปให้
แม้อาหารสามมื้อในแต่ละวันจะไม่หรูหรานัก แต่ก็มีสุราและเนื้อให้กินทุกวัน
แม้จะเทียบกับยามที่เขาเป็นรัชทายาทผู้สำเร็จราชการอยู่ในนครหลวงไม่ได้ ทว่าด้วยสถานการณ์ในยามนี้ การได้ใช้ชีวิตเช่นนี้ก็นับว่าไม่เลวแล้ว
สิ่งเดียวที่ทำให้เขาไม่พอใจคือฉินผู่ไม่มอบอำนาจใด ๆ ให้เขาเลย
แม้แต่คนโง่อย่างหยวนกุยยังได้รับตำแหน่งทางทหาร แต่เขากลับไม่มีแม้แต่ตำแหน่งขุนนาง
สำหรับคนที่หลงใหลในอำนาจมาโดยตลอดอย่างเขา เรื่องนี้ช่างทรมานใจยิ่งนัก
“คารวะท่านอ๋อง ท่านมหาเสนาบดี!”
อวิ๋นลี่เข้ามาก็คำนับฉินผู่กับซู่จ้าน
“องค์ชายไม่ต้องมากพิธี”
ฉินผู่เก็บงำความกังวลบนใบหน้า ฝืนยิ้มออกมาเล็กน้อย แล้วเชิญอวิ๋นลี่นั่งสนทนา
แม้ยามนี้อวิ๋นลี่จะเป็นสุนัขจนตรอก แต่ฉินผู่ก็ยังเรียกเขาว่า “องค์ชาย”
นับว่าไว้หน้าอวิ๋นลี่อย่างเต็มที่แล้ว!
จากนั้นฉินผู่ก็ถามไถ่ตามมารยาทว่าอวิ๋นลี่ช่วงนี้เป็นอย่างไร มีสิ่งใดไม่พอใจหรือไม่ ก่อนจะเข้าสู่ประเด็น ถามว่าอวิ๋นลี่ส่งคนปลอมเป็นตนหลบหนีไปเจียวลู่หรือไม่
“ไม่!”
อวิ๋นลี่ส่ายหน้าทันที “แรกเริ่มข้าไม่รู้เลยว่าโจรชั่วอวิ๋นเจิงแทรกสายลับไว้ในกองทัพของบิดากับบุตรหยวนฉงมากมายถึงเพียงนั้น ข้าคิดเพียงว่าจะไปหาบิดากับบุตรหยวนฉง ไม่เคยคิดหนีไปเจียวลู่...”
เขาต้องการล้างแค้น!
หนีไปเจียวลู่แล้วจะทำอะไรได้?
ยามนี้ซีฉวีเองยังถูกโจรชั่วเหล่าลิ่วทำให้หวาดผวาจนอยู่ไม่เป็นสุข นับประสาอะไรกับเจียวลู่?
