ยามค่ำคืน อวิ๋นเจิงกับเมี่ยวอินจัดงานเลี้ยงต้อนรับซุนจี้และบุตรชาย
แม้จะเรียกว่าจัดงานเลี้ยง แต่ก็เป็นเพียงอาหารที่ดีกับข้าวปลาอาหารในชีวิตประจำวันขึ้นมาเล็กน้อยเท่านั้น
ทว่าสำหรับซุนจี้พ่อลูกที่ถูกคุมขังมาหลายวัน นับว่าเป็นอาหารมื้อใหญ่ทีเดียว
ต้องรู้ว่าแม้อวิ๋นเจิงจะไม่ได้ปล่อยให้พวกเขาอดอยาก แต่ตลอดหลายวันที่ถูกคุมขัง เขาก็ส่งเพียงอาหารหยาบ ๆ มาให้
น้ำมันในท้องพวกเขาถูกรีดออกจนเกลี้ยงนานแล้ว
ทว่าเมื่อเห็นอาหารบนโต๊ะ สองพ่อลูกกลับรู้สึกอ่อนแรงไปทั้งตัว
เดิมทีอวิ๋นเจิงตั้งใจจะให้พวกเขานั่งลง แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยปาก สองพ่อลูกก็เข่าอ่อน ทรุดฮวบลงไปนั่งกับพื้นเสียแล้ว
“นี่ พวกเจ้าสองคนทำอะไรกัน?”
อวิ๋นเจิงมองสองพ่อลูกอย่างขบขัน
แกล้งเจ็บเรียกค่าเสียหายก็ไม่เห็นต้องทำถึงเพียงนี้!
“ท่านอ๋องโปรดไว้ชีวิตด้วย!”
“ขอท่านอ๋องโปรดเมตตา!”
“ท่านอ๋อง โปรดไว้ชีวิตข้าด้วย! ข้ารู้ผิดแล้ว ต่อไปจะไม่กล้าอีก...”
“ท่านอ๋อง หากจะสังหารก็สังหารข้าเถิด ขอท่านอ๋องไว้ทางรอดให้ฉีเอ๋อร์ด้วย...”
คำวิงวอนปนหยาดน้ำตาของซุนฉีกับบุตรชาย ทำให้อวิ๋นเจิงและเมี่ยวอินถึงกับงุนงง
“ไม่ใช่...”
อวิ๋นเจิงมองสองพ่อลูกที่เอาแต่วิงวอนอย่างจนใจ “เปิ่นหวังเคยพูดเมื่อใดว่าจะสังหารพวกเจ้า?”
พูดจาอะไรเหลวไหลกัน!
เขาไม่ได้บอกไปตั้งแต่แรกแล้วหรือว่าจะไม่สังหารพวกเขา?
กับคนตัวเล็ก ๆ เช่นพวกเขา เขาจำเป็นต้องผิดคำพูดด้วยหรือ?
“หา?”
เสียงวิงวอนของซุนจี้หยุดกึก เขามองอวิ๋นเจิงอย่างโง่งม “นี่...นี่ไม่ใช่อาหารมื้อสุดท้ายก่อนประหารหรือ?”
อาหารมื้อสุดท้ายก่อนประหาร?
เมี่ยวอินหลุดหัวเราะพรืด ก่อนจะหัวเราะเสียงใสราวกระดิ่งเงิน
อวิ๋นเจิงเองก็ถูกคำพูดของซุนจี้ทำให้หัวเราะออกมา
