วันถัดจากวันที่ทั้งสองแยกจากกันด้วยความไม่สบอารมณ์ เจียเหยาก็ออกจากสำนักศึกษาการทหาร
อวิ๋นเจิงไม่ได้ไปส่ง ทั้งยังไม่แม้แต่จะเหลียวมองนางสักครั้ง
ทว่าเพราะองครักษ์ของเจียเหยาอยู่ที่ซั่วฟาง อวิ๋นเจิงจึงยังส่งทหารองครักษ์ 200 นายไปคุ้มกันนางมุ่งหน้าสู่ซั่วฟาง เพื่อไปสมทบกับองครักษ์ของตน
เมื่อเดินออกจากประตูสำนักศึกษาการทหาร เจียเหยาก็หันกลับไปมองด้านหลัง
เป็นไปตามคาด ด้านหลังไม่มีเงาของอวิ๋นเจิงอยู่เลย
ดูท่าความดื้อรั้นและหัวแข็งของนาง คงทำให้อวิ๋นเจิงโกรธเข้าแล้วจริง ๆ
ไม่รู้ว่าบัดนี้เขากำลังด่าว่านางโง่เขลา หรือกำลังด่าว่านางเกินเยียวยากันแน่
ช่างเถิด!
ปล่อยให้เป็นเช่นนี้ก็แล้วกัน
ดังที่อวิ๋นเจิงกล่าวไว้ ปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามธรรมชาติ
บางสิ่งบางอย่าง นางอาจไม่อาจขัดขวางได้จริง ๆ
แต่เรื่องที่นางเลือกได้ยังมีอยู่!
หากวันใดเป่ยหวนล่มสลาย นางก็เลือกที่จะอยู่ร่วมเป็นร่วมตายกับเป่ยหวนได้!
“ย่าห์!”
เจียเหยาหนีบสีข้างม้า ก่อนควบทะยานออกไป
หลังนางจากไป เสิ่นควนก็มาหาอวิ๋นเจิงเพื่อรายงาน “ท่านอ๋อง กองทหารองครักษ์คุ้มกันฮูหยินเจียเหยาไปซั่วฟางแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“รู้แล้ว”
อวิ๋นเจิงพยักหน้าเล็กน้อย “แจ้งเหล่าศิษย์ วันนี้ช่วงบ่ายกลับมาเรียนตามปกติ!”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
เสิ่นควนรับคำสั่งแล้วจากไป พลางถอนหายใจเงียบ ๆ ในใจ
ไม่รู้ว่าท่านอ๋องกับฮูหยินเจียเหยาเป็นอะไรกันแน่
เหตุใดเดี๋ยวก็ดีกัน เดี๋ยวก็คล้ายทะเลาะกันอีกแล้ว
ตามเหตุผลแล้ว ด้วยใจกว้างของท่านอ๋อง คงไม่ถือโทษฮูหยินเจียเหยากระมัง
