ไม่นาน อวิ๋นเจิงก็ได้พบกับอวี๋ซื่อจงที่เร่งรุดมาถึง
“ถวายคำนับองค์ชาย!”
อวี๋ซื่อจงประสานมือคำนับ
นับดูแล้ว อวิ๋นเจิงกับอวี๋ซื่อจงไม่ได้พบกันมานานกว่าหนึ่งปี
ครั้นได้พบกันอีกครั้ง อวี๋ซื่อจงก็อดตื่นเต้นอยู่ในใจมิได้
“ไม่ต้องมากพิธี”
อวิ๋นเจิงยกมือขึ้นพลางยิ้ม แล้วชี้ไปยังฉินผู่ที่ยืนอยู่ข้างกาย “ท่านนี้คืออ๋องต้าลุ่น ผู้เคยประมือกับเจ้า”
ฉินผู่หรือ?
อวี๋ซื่อจงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนรีบคำนับฉินผู่ “คารวะท่านอ๋อง!”
แม้เขากับฉินผู่จะเคยประมือกันในสนามรบ แต่กลับไม่เคยพบหน้ากันมาก่อน
นึกไม่ถึงว่าทันทีที่มาถึงก้งปู้ เขาก็ได้พบกับคนผู้นี้เข้าแล้ว
“แม่ทัพอวี๋ ในที่สุดเราก็ได้พบกัน”
ฉินผู่กวาดตามองอวี๋ซื่อจงตั้งแต่หัวจรดเท้า “ศึกที่นครหลวงซาเจียเมื่อปีก่อน ทำให้ข้าจดจำได้ไม่ลืมเลือน!”
“ข้าก็จดจำได้ไม่ลืมเลือนเช่นกัน!” อวี๋ซื่อจงหัวเราะ “ขอเรียนตามตรง การประมือกับท่านอ๋องเป็นความพ่ายแพ้ครั้งแรกของข้าในรอบหลายปีมานี้”
“แม่ทัพอวี๋กล่าวเกินไปแล้ว”
ฉินผู่ส่ายหน้า “แม่ทัพอวี๋มิได้พ่ายแพ้ เป็นฝ่ายพวกเราต่างหากที่พ่ายแพ้”
อวี๋ซื่อจงส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้ม “ท่านอ๋องกล่าวเช่นนี้ ทำให้ข้าละอายใจยิ่งนัก...”
ทั้งสองต่างกล่าวถ้อยคำถ่อมตน ฉินผู่อดลอบชื่นชมมิได้
คนผู้นี้สุขุมหนักแน่น วางตัวมีระเบียบ สมกับเป็นขุนพลใหญ่
“พอแล้ว พวกเจ้าสองคนไม่ต้องเกรงใจกันอีก”
อวิ๋นเจิงหัวเราะพลางขัดบทสนทนาของทั้งคู่ แล้วถามอวี๋ซื่อจง “เหตุใดเจ้าจึงมาถึงเร็วถึงเพียงนี้?”
“องค์ชาย นี่เรียกว่าเร็วหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
อวี๋ซื่อจงยิ้ม “เดิมทีพวกเราควรมาถึงตั้งแต่สองวันก่อนแล้ว แต่กองทหารชั้นยอดกลุ่มหนึ่งของซีฉวีรื้อสะพานสำคัญแห่งหนึ่ง ระหว่างมุ่งหน้าไปรวมพลที่ก้งปู้ พวกเราจึงจำต้องอ้อม เสียเวลาไปบ้าง...”
