เมื่อรู้ว่าทางถอยถูกตัดขาด ตุยหลงหล่างรื่อก็สูญเสียความสุขุมไปโดยสิ้นเชิง
“ท่านแม่ทัพใหญ่ พวกเราควรทำเช่นไรดี?”
ตุ้นจู๋ถามตุยหลงหล่างรื่อด้วยความกระวนกระวายจนทำอะไรไม่ถูก
“ทำเช่นไร?”
ใบหน้าของตุยหลงหล่างรื่อเขียวคล้ำ เขากัดฟันคำรามเสียงต่ำ “ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าควรทำเช่นไร?”
ข้างหน้ามีหมาป่า ข้างหลังมีเสือ!
พวกเขาจะทำอะไรได้อีก?
หากตั้งมั่นป้องกันเมืองอยู่เพียงชั่วระยะหนึ่ง ย่อมไม่มีปัญหา
เพียงเลือกทำเลเหมาะสมตั้งค่าย อาศัยภูมิประเทศที่ได้เปรียบตั้งรับ เขาเชื่อว่าหากกองทัพศัตรูคิดจะกลืนกินกำลังพลกว่าสี่หมื่นของพวกเขา ก็ต้องแลกด้วยการสูญเสียอย่างหนักหนาสาหัส
น่าเสียดายที่พวกเขามีปัญหาร้ายแรงถึงชีวิตอยู่ข้อหนึ่ง!
ทางถอยถูกตัดขาด!
พวกเขาไม่มีทางได้รับเสบียงอีกต่อไป!
ในสถานการณ์เช่นนี้ พวกเขาย่อมตั้งรับต่อไปเรื่อย ๆ ไม่ได้
มิฉะนั้น กองทัพกว่าสี่หมื่นของพวกเขาคงอดตายทั้งเป็น!
เช่นนี้แล้ว ทางเลือกที่อยู่ตรงหน้าพวกเขาก็เหลือเพียงสองทาง!
ฝ่าวงล้อมหรือยอมจำนน!
ตุ้นจู๋ใจคอไม่ดี เขามองตุยหลงหล่างรื่ออย่างระมัดระวังแล้วลองหยั่งเชิง “ท่านแม่ทัพใหญ่ มิสู้พวกเรา...ยอมจำนนเถิด!”
ยอมจำนนหรือ?
แม้เมื่อครู่ตุยหลงหล่างรื่อจะนึกถึงหนทางนี้เช่นกัน แต่เมื่อได้ยินคำพูดของตุ้นจู๋ สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นดุดัน
“เจ้าคิดจะยอมจำนนหรือ?”
ตุยหลงหล่างรื่อจ้องตุ้นจู๋เขม็ง แววตาคมกริบราวกับจะยิงอีกฝ่ายให้พรุนเป็นตะแกรง
“ท่านแม่ทัพใหญ่ ท่านยังดูไม่ออกอีกหรือ?”
ตุ้นจู๋ฝืนข่มความอยากหลบสายตาของตุยหลงหล่างรื่อ ก่อนกัดฟันกล่าวว่า “นอกจากยอมจำนนกับฝ่าวงล้อมแล้ว ยามนี้พวกเราไม่มีทางเลือกอื่นอีก! แต่หากฝ่าวงล้อม พวกเราจะฝ่าออกไปอย่างไร แล้วจะมุ่งหน้าไปทางใด?”
