กว่าทหารที่รายล้อมอวิ๋นเจิงกับพวกจะสลายตัวไป ฉินชีหู่และคนอื่น ๆ จึงได้เข้ามาหาในที่สุด
“น้องชาย บาดเจ็บตรงไหนหรือไม่?”
ฉินชีหู่ก้าวเข้ามาจับอวิ๋นเจิงพลิกซ้ายพลิกขวา สำรวจตั้งแต่หัวจรดเท้า
“เข้าไปคุยกันในห้องก่อนเถิด!”
อวิ๋นเจิงหัวเราะเบา ๆ พลางกวักมือให้ทุกคนตามเข้าไป
ทันทีที่เข้าไปในห้อง อวิ๋นเจิงก็คำนับตู๋กูเช่อ
“ท่านอ๋อง ทรงทำเช่นนี้ด้วยเหตุใดพ่ะย่ะค่ะ?”
ตู๋กูเช่อตกใจระคนปลาบปลื้ม รีบประคองอวิ๋นเจิงให้ยืนตรง
“นี่คือการขอขมาแม่ทัพตู๋กู เพราะความคิดคับแคบของเปิ่นหวังเอง!”
อวิ๋นเจิงเงยหน้าขึ้น “เปิ่นหวังจะไม่ปิดบังแม่ทัพตู๋กู การที่เปิ่นหวังแสร้งว่าถูกลอบสังหารจนบาดเจ็บสาหัสนั้น แท้จริงแล้วมีเจตนาหยั่งเชิงแม่ทัพตู๋กูและเหล่าแม่ทัพในกองทัพ บัดนี้เป่ยหวนสงบแล้ว ภัยจากภายนอกหมดสิ้น เปิ่นหวังจึงต้องกังวลถึงภัยภายใน หากมีสิ่งใดล่วงเกิน ขอแม่ทัพตู๋กูโปรดอภัย”
อวิ๋นเจิงกล่าวถึงเจตนาของตนกับตู๋กูเช่ออย่างตรงไปตรงมา
ถึงเขาไม่พูด อวิ๋นเจิงก็เชื่อว่าตู๋กูเช่อเข้าใจดี
“ท่านอ๋องตรัสหนักเกินไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ตู๋กูเช่อโบกมือซ้ำ ๆ พลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม “แม้กระหม่อมมิใช่ผู้มีปัญญาเลิศล้ำ แต่ก็เข้าใจเจตนาดีของท่านอ๋อง ดังที่ท่านอ๋องตรัส เมื่อไร้ภัยจากภายนอก ก็สมควรจัดการภัยภายในพ่ะย่ะค่ะ! ท่านอ๋องได้รับพระราชทานตำแหน่งเจี๋ยตู้สื่อซั่วเป่ยจากฝ่าบาท ทั้งยังบัญชาการทัพเป่ยฝู่ ย่อมชอบธรรมและเป็นที่ยอมรับของผู้คน กระหม่อมเองก็ไม่ปรารถนาให้ทัพเป่ยฝู่เข่นฆ่ากันเองพ่ะย่ะค่ะ”
