“ลูก...ไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ”
อวิ๋นลี่ตอบตะกุกตะกัก
เขาไม่รู้จริง ๆ ว่าอวิ๋นเจิงมีกำลังทหารอยู่ในมือเท่าใด
คนที่เขาส่งไปซั่วเป่ยไม่อาจเข้าถึงเรื่องราวภายในกองทัพได้เลย
“ให้เราบอกเจ้าเอง!”
ฮ่องเต้เหวินลูบขมับเบา ๆ สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล “กำลังทหารในมือของน้องหกเจ้ารวมกันแล้วมีมากกว่าสองแสนนาย หากเขายินดี ก็สามารถรวบรวมทัพใหญ่อีกแสนนายได้ทุกเมื่อ! นอกจากนี้ กองทัพของชนเผ่าต่างถิ่นอย่างเป่ยหวนและเป่ยโมถัวก็ล้วนอยู่ใต้คำสั่งของเขา! เราถึงกับสงสัยว่าเขาจะระดมทัพห้าแสนนายได้ทุกเมื่อ!”
“ห้า...ห้าแสนนายหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
อวิ๋นลี่อ้าปากค้างอย่างโง่งม แทบไม่เชื่อหูตนเอง
ทัพใหญ่ห้าแสนนายหรือ?
เหล่าลิ่วเจ้าสารเลวนั่นจะระดมทัพห้าแสนนายได้ทุกเมื่ออย่างนั้นหรือ?
นี่...เป็นไปได้อย่างไร!
เหล่าลิ่วเลี้ยงทัพห้าแสนนายไหวหรือ?
ฮ่องเต้เหวินผ่อนลมหายใจขุ่นมัวออกมายาวเหยียด “เจ้าคิดจะพาเหล่าลิ่วกลับนครหลวง เราไม่มีความเห็นขัดข้อง! แต่เจ้าต้องคิดถึงปัญหาข้อหนึ่ง หากเจ้าไม่สำเร็จ ทั้งยังทำให้เจ้าลูกอกตัญญูเหล่าลิ่วโกรธขึ้นมา เจ้าจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร?”
“เรื่องนี้...”
อวิ๋นลี่ไม่รู้ว่าควรตอบคำถามของฮ่องเต้เหวินอย่างไร
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับอวิ๋นเจิงที่มีกำลังทหารห้าแสนนาย เขาจะจัดการอย่างไรได้?
จะให้เสด็จพ่อสละราชบัลลังก์ หรือให้รัชทายาทอย่างเขาปลิดชีพตนเองเพื่อชดใช้ความผิด?
หากแผนการของพวกเขาไม่สำเร็จ เรื่องนี้ก็ดูจะไม่มีทางลงเอยได้เลย
อวิ๋นลี่อึกอักอยู่นาน ไม่รู้จะตอบอย่างไร ทว่าในใจก็ยังไม่ยินยอม
“เสด็จพ่อ น้องหกมีกำลังทหารห้าแสนนายแล้ว...”
อวิ๋นลี่มีสีหน้ากังวล “ลูกทราบว่าหากเรื่องนี้ไม่สำเร็จ ย่อมลงเอยไม่ดีแน่ แต่โอกาสนี้เป็นโอกาสดีที่สุดของพวกเรา! หากพลาดโอกาสครั้งนี้ไป เกรงว่าภายหน้าจะไม่มีโอกาสอีกแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
