คืนนั้น หยวนฉางเจิ้งมิได้จัดกำลังทหารฝ่าวงล้อม
เขาคงรู้เช่นกันว่า เมื่อต้องเผชิญกับกองทัพของอวิ๋นเจิงที่โอบล้อมอยู่ การชิงฝ่าวงล้อมมีแต่จะทำให้พวกเขาตายเร็วขึ้น
ยามฟ้าสาง อวิ๋นเจิงพาเจียเหยามาถึงหน้าค่ายปืนใหญ่
ครานี้ อวิ๋นเจิงขนปืนใหญ่ทั้งหมดที่เคลื่อนย้ายมาได้มาที่นี่
นอกจากปืนใหญ่ที่คุณภาพไม่ได้มาตรฐานกับปืนใหญ่ที่ทิ้งไว้ ณ เป่ยเซียงแล้ว ยังมีปืนใหญ่อีกเกือบ 90 กระบอก
เวลานี้ ปืนใหญ่ทั้งหมดเข้าประจำที่เรียบร้อยแล้ว
ปืนใหญ่แต่ละกระบอกดูราวกับทหารที่กำลังรอรับการตรวจพล
“อย่าให้เปิ่นหวังต้องเสียดายเงินค่าดินปืน!”
อวิ๋นเจิงเดินมาถึงแนวหน้า ตะโกนเสียงดังว่า “วันนี้จะให้ศัตรูได้เห็นว่าเพลิงปืนใหญ่หลอมเมืองเป็นเช่นไร!”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
ทุกคนตะโกนรับพร้อมกัน แต่ละคนแผ่ไอสังหารออกมา
จ้าวหลิวเหลียงกับคนอื่น ๆ ที่ติดตามอวิ๋นเจิงมานานต่างรู้ว่า อวิ๋นเจิงจงใจรวบรวมปืนใหญ่ทั้งหมดมาใช้ในวันนี้
เขาต้องการใช้กระสุนปืนใหญ่ทำให้กองทัพศัตรูรู้จักความหวาดกลัว!
อวิ๋นเจิงถอยไปด้านข้าง มอบอำนาจบัญชาการให้จ้าวหลิวเหลียง
จ้าวหลิวเหลียงสูดลมหายใจลึก ก่อนหยิบธงบัญชาการขึ้นมาด้วยตนเอง
“ยิงปืนใหญ่!”
ท่ามกลางเสียงตะโกนกึกก้อง ธงบัญชาการในมือจ้าวหลิวเหลียงพลันสะบัดลง
เมื่อธงลดลง ทหารที่ถือคบไฟยืนอยู่ข้างปืนใหญ่ต่างยื่นคบไฟเข้าไปจุดชนวน
“ตูม!”
“ตูม……”
ปืนใหญ่แต่ละกระบอกแผดเสียงคำราม ราวกับดวงวิญญาณอาฆาตของชาวอวี้โจวเก้าหมื่นคนกำลังกู่ร้อง
ท่ามกลางควันดินปืนที่ปกคลุม กระสุนปืนใหญ่แต่ละนัดพุ่งเข้าใส่กำแพงเมืองสุสะอย่างรวดเร็ว ก่อนระเบิดสนั่นบนกำแพง เศษหินปลิวว่อน
