วันรุ่งขึ้น หลังพักผ่อนจนหายเหนื่อย อวิ๋นเจิงก็พาเมี่ยวอินกับเจียเหยาไปตรวจดูสถานการณ์ของแม่น้ำตานสุ่ย
บริเวณนี้มีทางเล็ก ๆ สายหนึ่ง ซึ่งไปถึงใกล้แม่น้ำตานสุ่ยได้
ทว่าหากต้องการมองเห็นแม่น้ำตานสุ่ย ยังต้องลงจากม้าแล้วขึ้นไปบนยอดเขาลูกหนึ่ง
อวิ๋นเจิงพาทหารม้าไปเพียง 200 นาย ภายใต้การนำทางของหน่วยสอดแนม พวกเขามุ่งหน้าไปยังภูเขาลูกนั้น
เมื่อถึงเชิงเขา พวกเขาทิ้งคนไว้จำนวนหนึ่งเฝ้าม้า ก่อนเร่งมุ่งขึ้นเขา
เส้นทางขรุขระคดเคี้ยว ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงยอดเขา
เมื่อยืนอยู่ตรงนี้ ก็สามารถมองเห็นแม่น้ำตานสุ่ยได้ด้วยตาเปล่า
ยังไม่ทันที่อวิ๋นเจิงจะยื่นมือ เสิ่นควนก็ส่งกล้องส่องทางไกลให้
อวิ๋นเจิงรับกล้องส่องทางไกลมา แล้วเริ่มส่องสำรวจ
ไม่นานอวิ๋นเจิงก็มองพบแม่น้ำตานสุ่ย
เมื่อมองผ่านกล้องส่องทางไกล ก็เห็นเรือประมงหลายลำแล่นอยู่บนแม่น้ำตานสุ่ย คงเป็นชาวประมงของเจินเหอหรือราชวงศ์หลีที่ออกหาปลา
ไล่สายตาไปตามแม่น้ำตานสุ่ย ไม่นานก็เห็นท่าเรือของราชวงศ์หลีที่ฝั่งตรงข้าม
ท่าเรือไม่ใหญ่นัก รอบ ๆ ยังมองเห็นหมู่บ้านชาวประมงอยู่หลายแห่ง
มองต่อไปตามแนวท่าเรือ ก็เห็นเมืองจวิ้นอยู่เบื้องหน้า
สองฟากของเมืองจวิ้นล้วนเป็นภูเขา ตัวเมืองตั้งอยู่ในหุบเขาที่เกิดจากแนวเขาทั้งสองด้าน
ยามนี้หิมะและน้ำแข็งละลายหมดแล้ว บนภูเขาเริ่มมีสีเขียวให้เห็นประปราย
เมื่อเวลาผ่านไปอีกสักระยะ สีเขียวบนภูเขาก็จะยิ่งหนาทึบ
ถึงตอนนั้น ต่อให้ซ่อนคนไว้บนภูเขาสักหนึ่งถึงสองหมื่นคน ก็คงยากจะมองเห็น
“สถานที่แห่งนี้ตีได้ยากจริง ๆ...”
