“อะไรนะ?”
“พูดอีกครั้ง!”
ภายในค่ายใหญ่ หลัวปู้ตันเจิงได้รับข่าวที่ซั่วหนานชื่อเหรินส่งคนกลับมารายงาน
เมื่อเผชิญกับสายตาราวกับจะกินคนของหลัวปู้ตันเจิง ทหารส่งสารก็ระมัดระวังตัวขึ้นมาทันที ก่อนกล่าวซ้ำอีกครั้งว่า “ทัพหน้าของพวกเราห้าพันนายตกกลอุบายของอวิ๋นเจิง คนส่วนใหญ่ถูกทหารฝ่ายศัตรูจับตัวไป ที่เหลือตายบ้างบาดเจ็บบ้าง กำลังพลห้าพันนายสูญสิ้นทั้งหมด! ยามนี้อวิ๋นเจิงนำทัพมุ่งหน้าไปยังหมางชื่อแล้ว...”
เมื่อได้ยินคำของทหารส่งสาร หลัวปู้ตันเจิงก็รู้สึกวิงเวียนจนฟ้าดินหมุนคว้าง
การสูญเสียทหารม้าชั้นยอดห้าพันนายก็ทำให้เขาเจ็บปวดใจยิ่งนักแล้ว
ส่วนข่าวที่ว่าอวิ๋นเจิงมุ่งหน้าไปยังหมางชื่อ ก็ประหนึ่งค้อนหนักที่ทุบลงกลางอกเขา
เหล่าแม่ทัพที่เหลือต่างราวกับถูกฟ้าผ่า นั่งคุกเข่าอย่างโง่งมอยู่ตรงนั้น ดวงตาพลันว่างเปล่า
ยามนี้ อวิ๋นเจิงคงอยู่ไม่ไกลจากหมางชื่อแล้ว!
พวกเขาไม่มีโอกาสสกัดกั้นอีกต่อไป!
ยิ่งไปกว่านั้น กองทหารม้าหลักของพวกเขาแทบทั้งหมดถูกส่งออกไปแล้ว จึงไม่มีกำลังพอจะสกัดกั้นกองทัพที่อวิ๋นเจิงนำมา
“เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้? เหตุใดถึงเป็นเช่นนี้?”
“ในเมื่ออวิ๋นเจิงไม่ได้อยู่ที่ก้งปู้แล้ว พวกเราจะตีเมืองก้งปู้ไปเพื่ออะไร?”
“แต่พวกเราทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างไปแล้ว!”
“ที่พวกเราทำมาทั้งหมดนี่ เพื่ออะไรกันแน่?”
เหล่าแม่ทัพมองหน้ากันไปมา แต่ละคนราวกับตกลงไปในหุบเหวลึก
พวกเขาเคยคิดแผนการไว้มากมาย เคยหารือวิธีตีเมืองมานับไม่ถ้วน
แต่กลับมองข้ามปัญหาสำคัญถึงชีวิตข้อหนึ่ง
