ฎีกาจากฟู่โจวกับฎีกาของจ้าวจี๋ถูกส่งถึงมืออวิ๋นลี่แทบจะพร้อมกัน
เมื่อทราบว่ากองทัพฟู่โจวเคลื่อนไหวผิดปกติ อวิ๋นลี่ก็มิกล้าชักช้า เรียกขุนนางผู้ช่วยราชการทั้งสี่มาหารือทันที
เมื่อขุนนางผู้ช่วยราชการทั้งสี่มาถึงพร้อมหน้า อวิ๋นลี่ก็ส่งฎีกาสองฉบับในมือให้พวกเขาอ่านทันที
“นี่คือการข่มขู่! อวิ๋นเจิงกำลังข่มขู่ราชสำนัก!”
สวีฉือฝู่กวาดตามองเพียงครู่เดียวก็ฟันธง
อวิ๋นลี่เหลือบมองสวีฉือฝู่อย่างไม่แสดงอารมณ์ ก่อนพยักหน้าในใจ
การวิเคราะห์ของสวีฉือฝู่ตรงกับความคิดของเขา
ฎีกาของอวิ๋นเจิงกับจ้าวจี๋ถูกส่งมาถึงแทบจะพร้อมกัน ช่างประจวบเหมาะเกินไป
จ้าวจี๋ไม่รู้เนื้อหาในฎีกาฉบับนี้ของเจ้าสุนัขเฒ่าเหล่าลิ่ว
หากเขารู้ ก็คงไม่ส่งคนเร่งนำฎีกาเข้าราชสำนักด้วยม้าเร็วแปดร้อยลี้
เจ้าสุนัขนั่นจงใจบอกเขาชัดๆ ว่า หากไม่ยอมลดภาษีฟู่โจวสามปี ก็จะยกทัพก่อกบฏ!
เจ้าสุนัขนั่นช่างใจดำเสียจริง
เอ่ยปากก็เรียกร้องภาษีแพรไหมกับภาษีที่นาเป็นเวลาสามปี?
เขาพูดไปเสียเลยไม่ดีกว่าหรือว่า ต่อไปฟู่โจวจะเป็นที่ดินศักดินาของตน ไม่ส่งภาษีให้ราชสำนักอีกแล้ว!
พูดเช่นนั้นตรงไปตรงมากว่าไม่ใช่หรือ?
เซียวว่านโฉวขมวดคิ้วแน่น กล่าวเสนอว่า “กระหม่อมเห็นว่า เรื่องนี้อาจมิได้เรียบง่ายเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ!”
“โอ้?”
อวิ๋นลี่หันไปมองเซียวว่านโฉว “กั๋วกงอวี้มีความเห็นเช่นไร?”
เซียวว่านโฉวตอบอย่างหนักใจว่า “กระหม่อมเห็นว่า แม้อวิ๋นเจิงจะมีเจตนาข่มขู่ราชสำนัก แต่พระองค์อย่าทรงลืมพระอาการประชวรของฝ่าบาท อวิ๋นเจิง...เกรงว่าจะรู้เรื่องพระอาการของฝ่าบาทแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
เมื่อเซียวว่านโฉวกล่าวจบ อวิ๋นลี่กับสวีฉือฝู่ก็สะดุ้งพร้อมกัน
