เมื่อสิ้นเสียงของปันปู้ เปลือกตาของอวิ๋นเจิงก็กระตุกวูบ
บัดซบ!
เรื่องกระดานหมากกับเมล็ดข้าวหรือ?
เจ้าสุนัขเฒ่าปันปู้ผู้นี้ คงไม่ได้ข้ามภพมาเหมือนกันหรอกกระมัง?
หรือว่ามีคนเช่นเดียวกับตนข้ามภพไปยังเป่ยหวนด้วย?
ในเวลาเดียวกัน เหล่าขุนนางต้าเฉียนก็อดคำนวณในใจไม่ได้
นี่... ดูเหมือนจะไม่มากเท่าใดนี่นา!
ก็แค่หนึ่งเดือนมิใช่หรือ?
คำนวณตามวิธีนี้ ต่อให้มากที่สุดก็คงต้องมอบเสบียงออกไปหลายแสนหาบเท่านั้น!
ย่อมน้อยกว่าสามล้านหาบมาก!
ฮ่องเต้เหวินเองก็คำนวณเงียบ ๆ อยู่ในพระทัย
ทว่าราชวงศ์ต้าเฉียนมิได้มีความรู้ด้านคณิตศาสตร์มากนัก
ฮ่องเต้เหวินคำนวณอยู่นาน ได้แต่รู้สึกว่าการมอบเช่นนี้ดูจะคุ้มค่าอยู่ไม่น้อย
ถึงกระนั้น พระองค์ก็ยังกังวลอยู่บ้างว่านี่จะเป็นกับดักที่ปันปู้วางไว้ให้พวกเขาหรือไม่
แต่ไม่ว่าจะคำนวณอย่างไร ก็รู้สึกว่าไม่น่าจะเป็นกับดัก
การมอบเสบียงเช่นนี้ ดูเหมือนจะไม่ต้องใช้มากจริง ๆ
ยิ่งไปกว่านั้น หากมอบให้วันละนิด แรงกดดันของต้าเฉียนก็จะลดลงมาก!
อืม ข้อเสนอนี้ดูไม่เลว!
“เสด็จพ่อ วิธีนี้นับว่าไม่เลวพ่ะย่ะค่ะ”
อวิ๋นลี่ก้าวออกมา กราบทูลว่า “ลูกคำนวณดูแล้ว เมื่อมอบตามวิธีนี้ อย่างมากก็ไม่เกินหนึ่งล้านหาบ อีกทั้งยังกินเวลาหนึ่งเดือน ทำให้แรงกดดันของราชสำนักเราลดลงได้มากพ่ะย่ะค่ะ”
“อืม”
สวีฉือฝู่พยักหน้าตาม “กระหม่อมเห็นว่าวิธีนี้ใช้ได้พ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อทั้งสองเอ่ยปาก เหล่าขุนนางก็พากันคล้อยตาม
“ฝ่าบาท มิได้พ่ะย่ะค่ะ!”
ยามนั้น จางหวยผู้เป็นอัครเสนาบดีพลันเอ่ยขึ้น “เมื่อครู่กระหม่อมคำนวณแล้ว หากใช้วิธีนี้ เสบียงที่ราชสำนักเราต้องมอบออกไป เกรงว่าจะมากกว่าห้าล้านหาบพ่ะย่ะค่ะ!”
