“บุรุษเอ๋ย!”
“มิมีผู้ใดไม่ชมชอบสตรีงามจริง ๆ!”
หลังฟังเรื่องที่ฮ่องเต้เหวินพบพระสนมจิ้งเป็นครั้งแรก เมี่ยวอินก็อดทอดถอนใจมิได้
“เฮ้อ ใครเล่าจะปฏิเสธการพบพานอันงดงามสมบูรณ์แบบได้?”
อวิ๋นเจิงส่ายศีรษะไปมา พลางเอ่ย
เมี่ยวอินเบ้ปาก “ข้าว่า ดอกไม้ในเรือนย่อมไม่หอมเท่าดอกไม้นอกเรือน!”
เมื่อสิบเจ็ดปีก่อน ฮ่องเต้เหวินขึ้นครองราชย์มาหลายปีแล้ว
หญิงงามเช่นใดบ้างที่ฮ่องเต้เหวินไม่เคยพบ?
ไฉนจึงถูกพระสนมจิ้งพิชิตใจได้โดยง่ายเช่นนั้น?
อวิ๋นเจิงส่ายศีรษะอีกครั้ง “ลองนึกถึงภาพนั้นดูสิ ยามที่เจ้ากำลังเฝ้าคะนึงถึงบางสิ่ง สตรีผู้หนึ่งก็ปรากฏกายต่อหน้าเจ้าอย่างงดงาม โดยมีผ้าคลุมหน้าบังไว้ครึ่งหนึ่ง! เขาว่ากันว่า เพียงแรกพบดุจหงส์ร่อน ก็อาจทำให้คนหลงผิดไปชั่วชีวิตจนถึงวัยชรา...”
“จุ๊ ๆ พวกเจ้าสองพ่อลูกสมเป็นพ่อลูกกันจริง ๆ!”
เมี่ยวอินหัวเราะเสียงหวาน ก่อนถามเมิ่งรั่ววั่งด้วยความอยากรู้อยากเห็น “สุดท้ายฝ่าบาททรงแต่งบทกวีนั้นจบหรือไม่?”
เมิ่งรั่ววั่งส่ายหน้าเบา ๆ “กระหม่อมก็ไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ คิดว่าคงแต่งไม่จบกระมังพ่ะย่ะค่ะ!”
ภายหลังจิตใจของฮ่องเต้เหวินล้วนอยู่ที่พระสนมจิ้ง แล้วจะยังมีแก่ใจแต่งบทกวีนั้นให้จบได้อย่างไร!
เมี่ยวอินผิดหวังเล็กน้อย ก่อนหันไปมองอวิ๋นเจิง “ดูท่าครานี้เสด็จพ่อของเจ้าคงต้องเจ็บปวดแล้ว”
“คงเป็นเช่นนั้นกระมัง!”
สีหน้าอวิ๋นเจิงฉายแววกังวลเล็กน้อย
คงต้องดูว่าฮ่องเต้เหวินทรงมีใจให้พระสนมจิ้งลึกซึ้งเพียงใด!
หากฮ่องเต้เหวินเพียงหลงใหลในความงามของพระสนมจิ้ง บางทีอาจยังพอรับมือได้
