เช้าวันรุ่งขึ้น มีการประชุมขุนนางในราชสำนัก
อวิ๋นเจิงหารือกับเหล่าขุนนางเรื่องพิธีขึ้นครองราชย์ของอวิ๋นชาง
เมื่อนึกว่าหลังเสร็จการประชุมยังต้องไปหาฉินลิ่วก่านเพื่อหารือเรื่องพิธีศพของฮองเฮาหวัง อวิ๋นเจิงก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมาอย่างยิ่ง
ระหว่างหันไปมอง อวิ๋นเจิงก็เห็นอวิ๋นชางนั่งหน้าหงอยอยู่บนบัลลังก์
จู่ ๆ อวิ๋นเจิงก็อยากเดินเข้าไปฟาดก้นอวิ๋นชางสักสองที
เจ้าตัวแสบ!
บิดาของเจ้ากำลังรับทุกข์แทนเจ้าอยู่!
ยังมานั่งหน้าหงอยอีกหรือ?
ตั้งใจเรียนให้ดีเสีย!
ข้ายังเฝ้าหวังให้เจ้าได้ว่าราชการเองโดยเร็วอยู่เลย!
ขณะที่อวิ๋นเจิงกำลังคิดเรื่อยเปื่อย ทหารรักษาพระองค์ที่เข้าเวรอยู่ก็เร่งฝีเท้าเข้ามา “กราบทูลฝ่าบาท ท่านอ๋อง มีคนจากจวนฉินมาแจ้งข่าวมรณกรรม กั๋วกงหรง…จากไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
“อะไรนะ?”
สีหน้าอวิ๋นเจิงเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน เขาลุกพรวดขึ้นยืน
ฉินชีหู่ยิ่งไม่สนใจธรรมเนียมในท้องพระโรง พุ่งเข้าไปหาทหารรักษาพระองค์แล้วกระชากคอเสื้อ ดวงตาลุกโชนด้วยโทสะ “เจ้ากินยาผิดมาหรือไร? เมื่อวานท่านพ่อของข้ายังสบายดีอยู่ แล้วจะจากไปได้อย่างไร? หากยังกล้าพูดเหลวไหลอีก ข้าจะอัดเจ้าให้ตาย!”
“แม่ทัพฉินโปรดระงับโทสะ”
ทหารรักษาพระองค์ชี้ไปทางนอกท้องพระโรง “คนจากจวนฉินที่มาแจ้งข่าวยังรออยู่ด้านนอก แม่ทัพฉินสอบถามด้วยตนเองได้พ่ะย่ะค่ะ”
ร่างฉินชีหู่สั่นสะท้าน ก่อนพุ่งออกจากท้องพระโรงไปทันที
ไม่นาน เสียงร้องไห้โหยหวนของฉินชีหู่ก็ดังมาจากนอกท้องพระโรง
“ท่านพ่อ!”
เสียงร้องไห้อันแสนโศกเศร้าทำให้เหล่าขุนนางในท้องพระโรงได้สติกลับคืนมา
แต่จนถึงยามนี้ หลายคนยังคงเหม่อลอย ไม่อาจเชื่อเรื่องที่เกิดขึ้นได้
