ยามเจียเหยากำลังเดือดดาล อวิ๋นเจิงกลับสุขุมสบายใจ
เมื่อได้รับข่าวที่ฮั่วกู้ส่งคนกลับมารายงาน อวิ๋นเจิงก็อดยิ้มในใจไม่ได้
บุกหยั่งเชิงอย่างนั้นหรือ?
ยามนี้ยังคิดจะบุกหยั่งเชิงอีกหรือ?
ไม่กลัวว่าจะทำให้ขวัญกำลังใจของพวกเขามอดดับหรือไร!
“ข้าถามหน่อย ท่านคิดจะทำอะไรกันแน่?”
เมี่ยวอินขยับเข้ามาใกล้อวิ๋นเจิง เอ่ยถามด้วยความสงสัย
นางรู้สึกว่าเป้าหมายของอวิ๋นเจิงคงไม่เรียบง่ายเพียงนั้น
“พวกเจ้าคิดว่าเป้าหมายของเปิ่นหวังคืออะไร?”
อวิ๋นเจิงเงยหน้ามองเกาเหอและโจวมี่
เกาเหอยิ้มเล็กน้อยแล้วตอบว่า “สิ่งที่กระหม่อมนึกออกคือ ท่านอ๋องต้องการทดสอบตำแหน่งหลุมพรางม้าหน้าค่ายศัตรู จากเส้นทางที่กองทัพศัตรูเคลื่อนพลมาเมื่อครู่ พวกเขาน่าจะขุดหลุมพรางม้าไว้ทั้งสองข้างพ่ะย่ะค่ะ”
“อืม ไม่เลว!”
อวิ๋นเจิงมองเกาเหออย่างชื่นชม “มีพัฒนาการขึ้นแล้ว!”
เขามีความคิดเช่นนี้จริง
เส้นทางที่กองทัพศัตรูเคลื่อนพลมาเมื่อครู่ ย่อมเป็นเส้นทางที่พวกเขาใช้บุกโจมตี
พวกเขาต้องหลีกเลี่ยงหลุมพรางม้าของศัตรูแน่นอน
“เป็นเช่นนี้เองหรือ?”
แววเข้าใจพลันปรากฏในดวงตาของโจวมี่ เขาถามต่อว่า “เหตุใดศัตรูจึงขุดหลุมพรางม้าไว้เพียงสองข้าง? พวกเขาปักหลักอยู่ที่นี่มานานเพียงนี้ ย่อมมีเวลามากพอจะขุดหลุมพรางม้าเพิ่มมิใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ?”
เมื่อโจวมี่เอ่ยถาม เกาเหอกับเมี่ยวอินก็พากันพยักหน้า
เป็นเช่นนั้นจริง ศัตรูมีเวลาเหลือเฟือ แต่กลับขุดหลุมพรางม้าไว้เพียงสองข้าง นับว่าผิดธรรมดายิ่ง
“ข้าคาดว่ามีเหตุผลอยู่สองประการ”
อวิ๋นเจิงครุ่นคิดพลางกล่าวว่า “ประการแรก กองทัพของเรากับศัตรูเข้ามาอยู่ในระยะนี้แล้ว ต่อให้พวกเขาขุดหลุมพรางม้าเพิ่มที่แนวหน้า พวกเราก็เพียงเสียเวลาอีกหนึ่งวัน อ้อมไปบุกจากทางใกล้ทะเลทรายหวงซาเท่านั้น! หากเป็นเช่นนั้น ต่อให้พวกเขาขุดหลุมพรางม้าเพิ่มอีกมากมาย ก็แทบไร้ความหมาย”
