วันถัดมา เมื่อจ้าวจี๋นำทัพมาถึง การประลองยุทธ์ก็พร้อมเริ่มต้น
การประลองครั้งนี้แบ่งออกเป็นสามรอบ
ได้แก่ การตั้งขบวน การบุกทะลวงแนว และการประลองยิงธนูบนหลังม้า
ราชสำนักส่งทหารม้าออกมาห้าพันนาย มีจ้าวจี๋เป็นแม่ทัพใหญ่ ส่วนโจวเต้ากงกับหยวนกุยเป็นรองแม่ทัพ
ทัพเป่ยฝู่ก็ส่งทหารม้าออกมาห้าพันนายเช่นกัน มีอวี๋ซื่อจงเป็นแม่ทัพใหญ่ ในจำนวนนี้เป็นกำลังใต้บังคับบัญชาของอวี๋ซื่อจงสองพันนาย คณะส่งตัวเจ้าสาวจากเป่ยหวนสองพันนาย และกองทัพอาภรณ์โลหิตอีกหนึ่งพันนาย
การประลองรอบแรกคือการตั้งขบวน
ฮ่องเต้เหวินประทับนั่งอย่างอ่อนระโหยอยู่บนกำแพงเมือง อวิ๋นเจิง อวิ๋นลี่ เจียเหยา และจ้าวจี๋นั่งอยู่สองฟากในตำแหน่งค่อนไปทางด้านหลัง
“จ้าวจี๋ เจ้ามั่นใจว่าจะชนะถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?”
ฮ่องเต้เหวินคลุมผ้าคลุมไหล่ บนพระวรกายยังมีผ้าห่มขนแกะผืนหนึ่งคลุมอยู่ ขณะเอนกายกึ่งนั่งกึ่งนอนก็ตรัสถามจ้าวจี๋
เดิมทีจ้าวจี๋ควรลงไปประลองยุทธ์บนลานโล่งนอกเมือง ทว่าเขาเห็นว่าการประลองเพียงการตั้งขบวน ไม่จำเป็นต้องลงไปเข้าร่วมด้วยตนเอง จึงขอขึ้นมาชมบนกำแพงเมืองแทน
จ้าวจี๋กำลังจะลุกขึ้น ฮ่องเต้เหวินกลับยกพระหัตถ์เป็นเชิงให้เขานั่งลง “ไม่ต้องลุก นั่งอยู่ตรงนั้นเถิด”
จ้าวจี๋รับพระบัญชา จึงกลับไปนั่งตัวตรงแล้วทูลตอบ “หากเป็นการปะทะกันของสองทัพ กระหม่อมย่อมมิใช่คู่ต่อสู้ของกองกำลังใต้บังคับบัญชาขององค์ชายหก แต่หากประลองการตั้งขบวน กระหม่อมมั่นใจอย่างยิ่งว่าจะเป็นฝ่ายชนะพ่ะย่ะค่ะ!”
“อ้อ? เพราะเหตุใด?”
ฮ่องเต้เหวินทอดพระเนตรถาม
จ้าวจี๋ทูลว่า “แม้กองกำลังใต้บังคับบัญชาของกระหม่อมจะนับว่าไม่ใช่กองทหารชั้นยอด แต่อย่างน้อยก็ชำนาญทั้งการขี่ม้าและยิงธนู อีกทั้งยามปกติก็ฝึกซ้อมภายใต้การบังคับบัญชาเดียวกัน ส่วนกองกำลังขององค์ชายหกประกอบขึ้นจากสามหน่วย อีกทั้งทหารม้าสวมเกราะหนักยังขาดความคล่องตัว ความเร็วในการตั้งขบวนย่อมช้ากว่าเป็นแน่...”
