เมื่ออวิ๋นเจิงนำกองทหารองครักษ์มาถึงทางใต้ของเมืองซึ่งเกิดเหตุวิวาทด้วยอาวุธ ก็ได้ยินเสียงโกลาหลดังแว่วมาจากที่ไกล
เปลือกตาอวิ๋นเจิงกระตุก เสิ่นควนมีกองทหารองครักษ์ 500 นายอยู่ในมือ ยังระงับเหตุวิวาทไม่ได้อีกหรือ?
“กราบทูลท่านอ๋อง เสิ่นถ่งหลิ่งกับคนอื่น ๆ ถูกกลุ่มคนที่ก่อเหตุวิวาทล้อมไว้พ่ะย่ะค่ะ!”
ขณะที่อวิ๋นเจิงกำลังฉงน ทหารองครักษ์นายหนึ่งก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามารายงาน
“อะไรนะ?”
สีหน้าอวิ๋นเจิงพลันเคร่งขรึม ตวาดว่า “ถ่ายทอดคำสั่งลงไป ทุกคนจงตามเปิ่นหวังไปสงบเหตุจลาจลเดี๋ยวนี้! ผู้ใดกล้าขัดขวาง สังหาร!”
ชั่วขณะนั้นเอง ไอสังหารที่อวิ๋นเจิงขัดเกลามาจากสนามรบก็พลันปะทุขึ้น
เขาไม่เชื่อว่าเสิ่นควนซึ่งนำทหารม้าเกราะครบครัน 500 นาย จะถูกชาวบ้านที่ก่อความวุ่นวายกลุ่มหนึ่งล้อมไว้ได้
เห็นได้ชัดว่าเสิ่นควนไม่ต้องการเอาชีวิตชาวบ้านเหล่านั้น
ทว่าชาวบ้านเหล่านั้นกลับเห็นความเมตตาของเสิ่นควนเป็นความอ่อนแอที่รังแกได้ง่าย!
เมื่ออวิ๋นเจิงออกคำสั่ง สายตาของเหล่าทหารองครักษ์ก็พลันเปลี่ยนเป็นคมกริบ
ไม่นาน อวิ๋นเจิงก็นำทหารองครักษ์จำนวนมากไปถึงจุดเกิดเหตุ
บริเวณนั้นถูกผู้คนล้อมไว้แน่นขนัด กะคร่าว ๆ มีถึงสองสามพันคน
เสิ่นควนกับทหารองครักษ์ 500 นายทำได้เพียงตั้งขบวนเป็นวง ป้องกันตัวไว้เท่านั้น
“กำลังเสริมของพวกมันมาแล้ว!”
“ขวางพวกมันไว้ ห้ามให้พวกมันพาหัวหน้าตระกูลไป!”
“ขวางพวกมันไว้...”
เมื่อเห็นกองทัพหลวงมาอีกกลุ่ม เสียงตะโกนโหวกเหวกก็ดังขึ้นจากฝูงชน
พอเสียงตะโกนเหล่านั้นดังขึ้น ชาวบ้านบางส่วนก็ถือคราดกับกระบองพุ่งเข้ามาทันที
