ออกจากแปลงมันเทศแล้ว อวิ๋นเจิงก็พาเย่จื่อไปยังโรงงานเพื่อพบจางซวี
เพราะที่ดินแถบนี้มีราคาสูง โรงงานของจางซวีจึงมักสร้างขึ้นริมเขาซึ่งดินไม่อุดมสมบูรณ์
เพิ่งจากติ้งเป่ยไปได้ไม่นาน โรงงานหลายแห่งในแถบนี้ก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างแล้ว
อวิ๋นเจิงกับเย่จื่อรออยู่ครู่หนึ่ง จางซวีจึงวิ่งหน้าตามอมแมมเข้ามา
เสื้อผ้าของจางซวีเปรอะเปื้อนไปทั้งตัว ใบหน้าก็มีรอยดำรอยขาวปะปนกัน
ดูราวกับเพิ่งวิ่งออกมาจากเหมืองถ่านหิน
“เหตุใดเจ้าจึงกลายเป็นเช่นนี้?”
อวิ๋นเจิงมองจางซวีพลางยิ้ม
“พูดไปก็ยืดยาว”
จางซวีกล่าวด้วยสีหน้าขมขื่น “ท่านอ๋อง ของสิ่งนั้นทำยากเหลือเกิน...”
ยากหรือ?
อวิ๋นเจิงยิ้มกับตัวเอง
ก็คงยากจริงอยู่
อวิ๋นเจิงให้เย่จื่อไปคุยกับหมิงเยว่ก่อน ส่วนตนพาจางซวีเดินแยกไปอีกทาง “มีตรงไหนยากบ้าง ลองเล่ามา ข้าจะดูว่าพอแก้ได้หรือไม่”
“ยากไปหมด”
จางซวีทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ กล่าวอย่างกลัดกลุ้มว่า “ปืนไฟกับปืนคาบศิลานั้นทำขึ้นมาไม่ยาก แต่ต่อให้ทำออกมาได้ก็ใช้การไม่ได้...”
สำหรับจางซวีผู้ชำนาญงานช่าง การทำปืนไฟกับปืนคาบศิลาให้มีรูปร่างขึ้นมานั้นไม่ยากจริง ๆ
แต่ก็ทำได้เพียงให้มีรูปร่างเท่านั้น!
มันเป็นแค่ของประดับ ดูดีแต่ใช้การไม่ได้
ยังสู้ท่อนไม้สำหรับเขี่ยฟืนไม่ได้ด้วยซ้ำ!
ปืนไฟมีขนาดไม่ใหญ่ ทั้งยังใช้วิธีหล่อด้วยแม่พิมพ์ดิน การทำให้ได้รูปทรงคร่าว ๆ จึงไม่ยาก
ทว่าจางซวีไม่กล้ารับรองเรื่องความแม่นยำหรือความแข็งแรง
อีกทั้งการขัดลำกล้องด้านในของปืนไฟให้เรียบนั้นก็ไม่ง่าย
ปืนไฟยังพอว่า แต่ปืนคาบศิลาที่อวิ๋นเจิงกล่าวถึงนั้นยากอยู่บ้าง
แค่จะม้วนแผ่นเหล็กให้เป็นท่อก็ไม่ง่ายแล้ว ส่วนความแม่นยำของท่อที่ม้วนขึ้นมา จางซวียังไม่คิดถึงขั้นนั้น ยามนี้เขารับหน้าที่เพียงทำให้มันมีรูปร่างออกมาเท่านั้น
