กุ้ยโหยวไม่มีทางยอมรับเงื่อนไขของอวิ๋นเจิง และยิ่งไม่กล้ายอมรับ
ต่อให้เขายอมรับ เจียเหยาก็ไม่มีทางยอมรับเป็นแน่!
แน่นอนว่าอวิ๋นเจิงเองก็รู้ว่ากุ้ยโหยวไม่มีทางยอมรับเงื่อนไขของตน
ตลอดทั้งวัน กุ้ยโหยวเสนอขอพบอวิ๋นเจิงหลายครั้ง แต่ล้วนถูกคนขวางกลับไป
กุ้ยโหยวไม่รู้ว่าอวิ๋นเจิงกับพวกกำลังทำสิ่งใด ทว่ากลับสังเกตเห็นแล้วว่าบรรยากาศในค่ายผิดปกติอยู่บ้าง
ทั่วทั้งค่ายอบอวลด้วยบรรยากาศตึงเครียด ราวกับพายุกำลังจะมา
คล้ายว่า…ศึกใหญ่กำลังจะเริ่มขึ้น!
ยิ่งคิด เปลือกตาของกุ้ยโหยวก็พลันกระตุก
หรือว่ากองทัพเป่ยฝู่จะเปิดฉากโจมตีอีกครั้ง?
ศึกครั้งก่อน กองทัพเป่ยฝู่ก็สูญเสียผู้คนไปไม่น้อย!
กองทัพเป่ยฝู่จะเริ่มเปิดฉากโจมตีระลอกใหม่เร็วถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
หรือว่าอวิ๋นเจิงจะล่วงรู้แผนการขององค์หญิงแล้ว?
กุ้ยโหยวยิ่งคิดก็ยิ่งกระวนกระวาย จึงตะโกนใส่ทหารต้าเฉียนที่เฝ้าอยู่นอกกระโจมทันที “ข้าต้องการพบอ๋องจิ้งเป่ย! จงไปแจ้งเดี๋ยวนี้!”
ทหารได้ยินแล้วก็หันมามองอย่างเฉยชา
แววตานั้นราวกับกำลังมองคนเสียสติ
เมื่อเผชิญกับสายตาของทหาร กุ้ยโหยวก็โกรธจนเจ็บตับ
ด้วยความเดือดดาล กุ้ยโหยวก้าวออกไปทันที
ทว่ายังเดินไปได้ไม่กี่ก้าว ทหารก็ขวางเขาไว้ “ข้าขอเตือนเจ้า จงเชื่อฟังแต่โดยดี! ท่านอ๋องสั่งไว้ว่า สองแคว้นทำศึกกันไม่สังหารทูต แต่มิได้หมายความว่าจะไม่จับทูตมัด!”
“เจ้า…”
ใบหน้าของกุ้ยโหยวกระตุกอย่างแรง ก่อนจะตวาดขึ้นอีกครั้ง “ข้าต้องการพบอ๋องจิ้งเป่ย!”
ทหารหาได้หวั่นเกรงโทสะของกุ้ยโหยวไม่ กลับพูดด้วยท่าทีเอ้อระเหยว่า “ท่านอ๋องกำลังยุ่ง ไม่มีเวลามาสนใจเจ้า มีเรื่องอันใดค่อยว่ากันทีหลัง อีกอย่าง อย่าตะโกนเสียงดังอีก หากรบกวนท่านอ๋องกับพวกหารือกัน ข้าจะอุดปากเจ้าเสีย!”
