หลังออกจากเมืองหลวงต้าเฉียน ซู่จ้านก็อดทอดถอนใจมาตลอดทางมิได้
สถานการณ์ของซีฉวีกำลังยากลำบากขึ้นทุกที
หากเฮ่อหลัวยังคงสายตาคับแคบ เขาก็ไม่รู้ว่าซีฉวีควรทำเช่นไร
ลำพังอาศัยกำลังของซีฉวีเอง อย่าว่าแต่จะต่อกรกับต้าเฉียนเลย เพียงดับไฟที่ลุกไหม้หลายแห่งภายในแคว้นให้ได้ในเวลาอันสั้นก็นับว่าไม่เลวแล้ว
มีเรื่องหนึ่งที่เขาไม่ได้โกหกอวิ๋นเจิง
เขามองสถานการณ์ใต้หล้าได้อย่างทะลุปรุโปร่งจริง ๆ
ทว่าการมองเห็นชัดเจนกับการยินยอมมอบดินแดนแล้วสวามิภักดิ์ เป็นคนละเรื่องกัน
บนโลกนี้มีคนมากมายที่รู้ทั้งรู้ว่าบนเขามีเสือ แต่ก็ยังดึงดันจะขึ้นเขาไป
ยามนี้ ซีฉวีเสียเปรียบอย่างรอบด้าน
ข้อได้เปรียบเพียงหนึ่งเดียวคือ ชาวซีฉวีคุ้นชินกับภูมิอากาศบนที่ราบสูง ทั้งยังรู้จักภูมิประเทศแถบนั้นดีกว่า จึงอาศัยความได้เปรียบของพื้นที่ตั้งรับได้
แต่ศึกหนักที่อวิ๋นเจิงเคยผ่านมามีมากเพียงใด
มีคนตั้งเท่าไรที่ได้เปรียบด้านภูมิประเทศเมื่อต้องเผชิญหน้ากับอวิ๋นเจิง ท้ายที่สุดมิใช่ยังพ่ายแพ้ยับเยินหรอกหรือ
“ท่านมหาเสนาบดี บัดนี้พวกเราควรทำเช่นไรดี”
รองทูตเอ่ยถามซู่จ้านด้วยความกังวล ใจเต็มไปด้วยความห่วงใย
“นอกจากก้าวไปทีละก้าวแล้ว ยังจะทำอะไรได้อีก”
ซู่จ้านเอ่ยด้วยสีหน้าขมขื่น “มาถึงขั้นนี้แล้ว พวกเราทำได้เพียงสุดความสามารถ แล้วปล่อยให้เป็นไปตามลิขิตสวรรค์ อย่าคิดมาก ยิ่งคิดในยามนี้ก็ยิ่งสับสนวุ่นวาย”
เมื่อได้ฟังคำของซู่จ้าน รองทูตก็ได้แต่ยิ้มขื่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
แม้แต่มหาเสนาบดีผู้เปี่ยมปัญญาก็ยังไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรแล้วหรือ
