ตลอดทั้งคืน ทัพเป่ยฝู่แทบจะก่อเสียงอึกทึกขึ้นทุกหนึ่งชั่วยาม
ฉื่อเหยียนไม่รู้ว่าทัพเป่ยฝู่คิดจะบุกโจมตีจริง ๆ หรือเพียงใช้กลยุทธ์บั่นทอนกำลังศัตรู จึงทำได้เพียงสั่งให้เหล่าทหารเฝ้าระวัง ป้องกันไม่ให้ทัพเป่ยฝู่จู่โจมโดยไม่ทันตั้งตัว
เหล่าทหารนอนไม่หลับ ฉื่อเหยียนเองก็ไม่อาจข่มตาหลับ
ไม่ต้องพูดถึงว่าทัพเป่ยฝู่ก่อเสียงอึกทึกอยู่เรื่อย ต่อให้พวกเขาไม่ส่งเสียงดัง เขาก็นอนไม่หลับอยู่ดี
ยามนี้ ฉื่อเหยียนทั้งหวังให้ฟ้าสางโดยเร็ว และไม่อยากให้ฟ้าสาง
ช่างขัดแย้งยิ่งนัก ทว่าที่มากกว่าคือความจนใจ
หากฟ้าสางเร็วขึ้น ทัพเป่ยฝู่ย่อมไม่ก่อกวนเช่นนี้อีก
แต่เมื่อฟ้าสาง ก็หมายความว่าเวลาให้เขาไตร่ตรองว่าจะยอมรับเงื่อนไขของอวิ๋นเจิงหรือไม่เหลือไม่มากแล้ว
จนถึงยามนี้ ฉื่อเหยียนก็ยังตัดสินใจไม่ได้
ในห้วงเวลานี้ ฉื่อเหยียนปรารถนาเพียงให้ทัวต๋าตื่นขึ้นมาเร็ว ๆ!
เช่นนั้น เรื่องชวนกลุ้มเหล่านี้ก็ไม่ต้องตกมาอยู่บนบ่าของเขา
ด้านนอก ท้องฟ้าใกล้สว่างแล้ว
กองไฟหลายกองมอดดับลงหลังลุกไหม้มาตลอดคืน
ส่วนหวังชี่กับพวก ต่างรอโอกาสนี้อยู่
หวังชี่สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ พยายามข่มใจให้สงบนิ่ง รอจังหวะที่ทหารลาดตระเวนของข้าศึกเว้นว่าง แล้วกดเสียงต่ำสั่งว่า “ไป!”
เมื่อหวังชี่ออกคำสั่ง คนทั้งห้าร้อยก็พุ่งออกจากที่ซ่อนทันที
เวลานี้ ทหารกลุ่มหนึ่งในกองทัพกุ่ยฟางกำลังจะออกไปตักน้ำ เพื่อเตรียมก่อไฟหุงหาอาหาร
หวังชี่นำทัพพุ่งเข้าไป ประจวบเหมาะกับที่พบเหล่าทหารซึ่งกำลังจะไปตักน้ำ
เมื่อเห็นหวังชี่กับพวกสวมเกราะแบบเดียวกัน เหล่าทหารกุ่ยฟางก็ชะงักไปโดยไม่รู้ตัว
