รุ่งเช้าวันถัดมา อวิ๋นเจิงก็พาเจียเหยาและคนอื่น ๆ ไปสำรวจภูมิประเทศ
แม้คนของหน่วยสิบแปดองครักษ์วิญญาณจะสำรวจไปครั้งหนึ่งแล้ว แต่การได้เห็นด้วยตาตนเองย่อมทำให้เข้าใจได้ชัดเจนกว่า
เมื่อมาถึงเนินเขาซึ่งมีพื้นที่สูงกว่าบริเวณโดยรอบ หลินจี้ก็ช่วยอวิ๋นเจิงตั้งกล้องส่องทางไกลขนาดใหญ่
ทว่าอวิ๋นเจิงยังมิได้ใช้กล้องส่องทางไกลสำรวจภูมิประเทศโดยรอบ หากกวาดตามองรอบด้านก่อน
เห็นได้ชัดว่าตำแหน่งที่ตั้งของเมืองเป่ยเซียงนั้นเลือกมาอย่างพิถีพิถัน
สองฝั่งของเมืองเป่ยเซียงล้วนเป็นเนินเขาสลับซับซ้อน
เมืองเป่ยเซียงสร้างอยู่บนเนินเล็ก ๆ กลางหุบเขา ให้ความรู้สึกคล้ายด่านธรรมชาติ
บริเวณรอบด้านส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เนินเขา
นอกเมืองยังมีพื้นที่หลายแห่งที่มองเห็นผืนนากว้างใหญ่
ยามนี้ในผืนนาเหล่านั้นเขียวชอุ่ม ไม่รู้ว่าปลูกพืชชนิดใดไว้
“บัดซบ! เรื่องนี้ชวนปวดหัวอยู่บ้าง!”
อวิ๋นเจิงพึมพำกับตนเอง
“เรื่องใดชวนปวดหัวหรือ?”
ฉินชีหู่มองอวิ๋นเจิงอย่างประหลาดใจ “พวกเราขนปืนใหญ่ขึ้นไปบนเขา แล้วยิงถล่มเข้าเมืองก็สิ้นเรื่อง!”
“ข้ามิได้หมายถึงเรื่องนั้น!”
อวิ๋นเจิงส่ายหน้าเบา ๆ
การยึดเมืองเป่ยเซียงเป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
สิ่งที่เขาคิดว่ายุ่งยากคือ จะทำอย่างไรจึงจะล้างแคว้นและกำจัดผู้คนให้สิ้นซาก!
แคว้นอวี่มีผู้คนอย่างน้อยหลายล้านคนกระมัง?
หากสังหารให้หมดจริง ๆ คงเป็นงานใหญ่หลวงเหลือเกิน
จะลองทำให้พวกเขาอดอยากครั้งใหญ่ดีหรือไม่?
ช่างเถิด กลับไปค่อยให้คนเก็บพืชผลในนาเหล่านี้มาเป็นหญ้าเลี้ยงม้าศึกก่อน!
ค่อย ๆ ทำไปทีละขั้นแล้วกัน!
เฮ้อ!
ก็เพราะแคว้นอวี่อยู่ห่างจากชนเผ่าเถื่อนทางเหนือเกินไป
ไม่เช่นนั้น เพียงขับไล่ชนเผ่าเถื่อนทางเหนือให้เข้ามา ทุกปัญหาก็คลี่คลายแล้ว
