อวิ๋นเจิงไม่สนใจเจียเหยาอีก
เจียเหยายังคงคุกเข่าอยู่ตรงนั้น
แม้คนติดตามของนางจะเข้ามาเรียกให้ลุกขึ้น นางก็ไม่ยอมลุก
นางคล้ายกำลังประชดตัวเอง หรือไม่ก็ใช้วิธีนี้ปลอบประโลมดวงวิญญาณของชาวเป่ยหวนที่ล่วงลับ
เมี่ยวอินทอดมองเจียเหยาด้วยสีหน้าซับซ้อน ก่อนถอนหายใจเงียบ ๆ แล้วเดินมาหยุดข้างอวิ๋นเจิงอย่างเชื่องช้า “หากนางตั้งใจตายจริง ๆ เจ้าจะลงมือฆ่านางด้วยมือตนเองหรือ?”
“ย่อมทำ!”
อวิ๋นเจิงไพล่มือไว้เบื้องหลัง ตอบโดยไม่ลังเล
เมี่ยวอินนิ่งอึ้ง ลังเลอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนถามอีกครั้ง “เจ้าใจแข็งถึงเพียงนี้เชียวหรือ? ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเจ้าจะไม่เคยคิดอะไรกับนางเลย”
เมี่ยวอินรู้จักอวิ๋นเจิงดีพอสมควร
ข้อดีของอวิ๋นเจิงเห็นได้ชัด ข้อเสียก็เห็นได้ชัดเช่นกัน
ข้อเสียใหญ่หลวงที่สุดของเจ้าคนผู้นี้ก็คือเจ้าชู้
เจียเหยาเป็นสตรีที่เพียบพร้อมทั้งรูปโฉมและความสามารถ นางไม่เชื่อว่าอวิ๋นเจิงจะไม่เคยคิดอะไรกับนาง
“มีความคิด ไม่ได้หมายความว่าต้องลงมือทำ”
อวิ๋นเจิงยิ้มบาง ๆ “หญิงงามเช่นนี้ บุรุษปกติย่อมคิดอะไรอยู่บ้าง! แต่สถานการณ์ระหว่างข้ากับเจียเหยาเป็นเช่นนี้ ข้ายังจะหวังให้นางมารักข้าได้หรือ? หากนางตั้งใจตายจริง ๆ ข้าลงมือส่งนางไปด้วยตนเอง อย่างน้อยก็ไม่เสียทีที่ข้ากับนางมีนามว่าเป็นสามีภรรยากัน”
เจียเหยาไม่เหมือนเมี่ยวอิน
แม้เมี่ยวอินจะมีความแค้นกับเขาเช่นกัน แต่ก็เพราะเขาเป็นโอรสของฮ่องเต้เหวิน
ระหว่างคนทั้งสองหาได้มีความแค้นใดต่อกันโดยตรง
แต่เจียเหยานั้นต่างออกไป
ความแค้นระหว่างเขากับเจียเหยาเป็นความแค้นระหว่างแคว้นและความแค้นระหว่างครอบครัว!
ต่อให้เจียเหยาคลั่งรักเพียงใด ก็ไม่มีทางคลั่งรักถึงขั้นนั้น!
“เฮ้อ!”
เมี่ยวอินถอนหายใจแผ่วเบา “หากตอนนั้นพวกเจ้าทั้งสองได้การแต่งเชื่อมสัมพันธ์กันจริงก็คงดี! กล่าวตามตรง เมื่อเห็นเจียเหยาเป็นเช่นนี้ ในฐานะสตรี ข้าก็อดเห็นใจนางมิได้ หากไม่พบเจ้า ด้วยสติปัญญาของเจียเหยา นางคงกลายเป็นดวงดาวที่เจิดจ้าที่สุดของเป่ยหวน ทว่าบัดนี้กลับตกเป็นคนบาปของเป่ยหวน...”
