โต๊ะในห้องของพวกเขามีขนาดเพียงเท่านั้น
หากหลบอยู่คนเดียวก็ยังพอมีที่กว้างขวาง
แต่เมื่อคนสองคนหลบอยู่หลังโต๊ะเดียวกัน จึงดูคับแคบอยู่บ้าง
ระยะห่างเพียงเท่านี้ อวิ๋นเจิงได้กลิ่นหอมจาง ๆ จากกายเจียเหยาอย่างชัดเจน
วันนี้สตรีผู้นี้คงตื่นแต่เช้ามาอาบน้ำแต่งตัว ไม่รู้ว่าใช้น้ำหอมหรือสบู่
หรือว่านางจะเหมือนเย่จื่อ เติมกลีบดอกไม้ลงในอ่างอาบน้ำมากมาย?
หรือไม่ก็ใช้น้ำหอมอาบน้ำ?
จู่ ๆ ภาพเจียเหยากำลังอาบน้ำก็ผุดขึ้นในสมองของอวิ๋นเจิง
พลันนั้น อวิ๋นเจิงรู้สึกราวกับถูกใครบางคนดึง
กระทั่งยามนี้อวิ๋นเจิงจึงได้สติกลับคืนมา
อวิ๋นเจิงหันไปมอง ก็เห็นเจียเหยาจ้องเขาด้วยสีหน้าฉงน
“ทำไมหรือ บนหน้าข้ามีดอกไม้หรือไร?”
อวิ๋นเจิงถามอย่างไม่เข้าใจ
“ทำไมหรือ? ข้าต่างหากที่อยากถามว่าเจ้ากำลังทำอะไรอยู่!”
เจียเหยาเอ่ยกลั้วหัวเราะ “ข้าพูดกับเจ้าตั้งนาน เจ้าไม่ตอบสักคำ ข้านึกว่าเจ้าถูกผีสิงเสียแล้ว!”
หา?
เป็นเช่นนั้นหรือ?
อวิ๋นเจิงกระอักกระอ่วนอยู่ในใจ
บัดซบ!
ฤดูใบไม้ผลิยังมาไม่ถึงด้วยซ้ำ!
นี่ข้าเป็นอะไรไป?
อวิ๋นเจิงรีบสลัดความคิดฟุ้งซ่านออกจากสมอง แล้วกล่าวอย่างจริงจังว่า “เมื่อครู่ข้ากำลังคิดเรื่องบางอย่างอยู่ เจ้าว่าอะไรกับข้าหรือ?”
เจียเหยาไม่ตอบ เพียงกล่าวด้วยสีหน้าขบขันว่า “เจ้าเชื่อใจข้าจริง ๆ ด้วย! อ้อ ไม่สิ เจ้าไม่ได้เชื่อใจข้า แต่มั่นใจในการตัดสินใจของตนเองเกินไปต่างหาก”
“หมายความว่าอย่างไร?”
อวิ๋นเจิงมองเจียเหยาอย่างงุนงง
แล้วเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้อีก?
“จากท่าทางของเจ้าเมื่อครู่ หากข้าคิดลอบสังหารเจ้า ป่านนี้เจ้าคงตายไปเป็นร้อยหนแล้ว!”
เจียเหยาเลิกคิ้วเล็กน้อย “เจ้ามั่นใจถึงเพียงนั้นเชียวหรือว่าข้าจะไม่ลอบสังหารเจ้า?”
